T H E 'T R U T H' [3]
posted on 30 May 2012 00:20 by mantenerT H E 'T R U T H' [3]
fiction by mantener.
Comedy w/ YunhoJaejung ft. YuchunJunsu,Changmin
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก…’ เสียงเล็บเคาะลงบนโต๊ะกระจกเนื้อดีดังอยู่อย่างนี้ได้เกือบชั่วโมงแล้วนะ พี่ชายนั่งอยู่หลังสุดของร้านโดยที่ไม่คิดจะขยับกายไปไหนเลย ผมกับคุณจองมินนั่งมองอยู่ตรงนี้นานแล้วนะชักจะเมื่อยแทนแจจุงซะแล้วสิ ตกลงว่าไปมีเรื่องอะไรมาให้กลุ้มใจอีกแล้วล่ะ เป็นแบบนี้มาอาทิตย์นึงแล้วนะ
“รายได้ที่ร้านไม่ค่อยดีหรอ?”
“ไม่นี่ครับ มันก็โอเคยังขายดีเหมือนเดิม”
“แล้วมีอะไรให้พี่ชายคุณเครียดขนาดนั้นล่ะ” นั่นน่ะสิ…อะไรกันที่ทำให้แจจุงดูเหมือนคนคิดหนักขนาดนี้และคราวนี้จะคิดเรื่องอะไรอีกล่ะ ก็ไหนวันนั้นผมเห็นยุนโฮมาส่งที่บ้านไงมันก็แปลว่าดีกันแล้วไม่ใช่หรอ ก็ดีแล้วที่ปรับความเข้าใจกันได้แล้วนี่มันอะไร?
“อาจจะทะเลาะกับยุนโฮมั้ง”
“ก็ไหนคุณบอกว่าดีกันแล้วไง”
“ผมไม่ใช่เทวดานะเจ้านาย พูดตามที่เห็นน่ะไม่ได้รู้ทุกเรื่อง” พยักหน้านี่แปลว่าเข้าใจมั้ยคุณจองมิน
“คุณควรจะเข้าไปหาพี่ชายนะ เข้าไปถามหน่อยสิว่าเขาเป็นอะไรไม่ใช่มานั่งมองอยู่แบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไรมั้ยเนี่ย”
“ถ้าคุณสนใจปัญหาของพี่ชายผมมากก็เชิญไปถามเลยครับ” เชิญไปถามได้เลยจะได้โดนแจจุงด่ากลับมาให้ หัดรู้ซะบ้างว่าทุกคนบนโลกไม่ชอบให้ใครมายุ่งเรื่องส่วนตัว
ปวดตาที่จะต้องนั่งดูพี่ชาย ปวดหัวที่ต้องคอยตอบคำถามเจ้านายที่เอาแต่ถามอะไรไร้สาระผมว่าไปหาอะไรทำหลังร้านดีกว่า วันนี้จุนซูก็งานยุ่งล้นมือไม่ได้เข้ามาช่วยที่ร้านด้วย ถึงแม้แจจุงจะมาดูที่ร้านทุกวันแต่จุนซูก็ยังคงตามมาช่วยเช่นเคย
มันทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาต่อให้มิตรภาพจะถูกทำลายแค่ไหนแต่สุดท้ายหากเรายังเป็นเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอยู่เราก็จะกลับมาอยู่เคียงข้างกันอีกครั้ง และเราก็พร้อมจะลืมความเจ็บปวดทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น
ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายกว่าๆ เองแต่ลูกค้าแน่นเต็มร้านเลยล่ะ เหลือโต๊ะว่างไม่ถึง 10 ตัวด้วย แทนที่พี่ชายจะมาช่วยกันดูร้านนะกลับมานั่งเคาะโต๊ะ เฮ่อ…
ตกลงว่าคิมแจจุงคิดอะไรอยู่?
“ยังไม่ไปออฟฟิศอีกหรอแจจิน คุณจองมินรออยู่นี่” แหนะ! บ่นถึงก็มาพอดีให้มันได้อย่างนี้สิแจจุง
“อีกครึ่งชั่วโมงค่อยไป ถ้าเขาอยากรอก็ให้รอไปเพราะที่ออฟฟิศงานมันไม่ได้เกี่ยวกับฉันเลย”
ยักคิ้วเหมือนไม่เชื่ออย่างนั้นมันหมายความว่ายังไงน่ะแจจุง? ตอนนี้ผมก็ยังเป็นนักเขียนนิยายรักโรแมนติกอยู่นะแต่ไอ้สัญญาเขียนโฆษณาของคุณจองมินรู้สึกจะเลยเถิดทั้งที่หมดสัญญาไปนานแล้ว…เอาเถอะได้เงินก็ทำ
แล้วนั่นแจจุงจะออกไปรับออเดอร์เองหรอ? เมื่อกี้ก็นั่งเคาะโต๊ะ ตอนนี้ก็ออกไปทำงานในร้านตกลงว่าพี่ชายมีเรื่องอะไรให้ต้องคิดกันแน่
“ไปได้กันแล้วแจจิน”
“แต่นี่มันยังไม่ถึงเวลาเลย” อีกตั้งเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาประชุม ผมยังอยากอยู่ช่วยแจจุงที่ร้านนี่
“ไปเถอะครับ คุณแจจุงเขามีเพื่อนอยู่ด้วยแล้ว”
“เพื่อนหรอ?” มองตามสายตาของคุณจองมินไปแล้วก็อ๋อทันที ผมคงต้องรีบเก็บกระเป๋าแล้วล่ะเพราะคนสำคัญของแจจุงกำลังเดินเข้ามาในร้าน
“งั้นเราไปเลยก็ได้ครับ เดี๋ยวผมไปบอกแจจุงก่อน”
น้องชายอย่างฉันทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วถ้ามันจะทำให้นายมีความสุข
“ไปแล้วนะแจจุง ใกล้จะต้องประชุมแล้ว”
“จะไปแล้วหรอ งั้นก็ตั้งใจทำงานนะ”
เหมือนแจจุงจะไม่ได้สังเกตว่ามีใครเข้ามาในร้านและผมควรจะรีบออกไปได้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะต้องถูกแจจุงรั้งเอาไว้แน่ๆ อ่า…โชคดีนะนี่เป็นโอกาสที่พวกนายจะได้อยู่ด้วยกันสองคน
ตอนที่เดินสวนยุนโฮออกจากร้านผมแค่ยิ้มให้เขาเท่านั้นแหละพอจะเอ่ยคำทักทายเจ้านายก็ลากผมออกไปแล้ว ฮื่อ!!
.
อ่า…ทำไมวันนี้ที่ร้านคนเยอะขนาดนี้ล่ะ พนักงานเดินกันวุ่นวายไปหมด ทั้งเสิร์ฟอาหาร ทั้งรับออเดอร์ ทั้งเช็คบิล วุ่นวายจนตาลายเลยล่ะแต่มันก็ไม่ได้ยากเกินสำหรับการที่ผมจะตามหาเจ้าของร้าน
คนตัวขาว ผมดำขลับโดดเด่นอยู่กลางร้านซะขนาดนั้นแต่ผมไม่ไปรบกวนเขาหรอกขอกาแฟเย็นๆ ซักแก้วนั่งรออยู่ตรงเค้าท์เตอร์บาร์นี้ก็ได้ และเหมือนเขาเองก็ไม่ได้สนใจผมด้วย
“ให้ไปตามคุณแจจุงให้มั้ยครับคุณยุนโฮ” พนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาถามด้วยความหวังดี
“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวรอเค้าเสร็จธุระก็ได้”
จริงๆ ผมจะมาชวนเขาออกไปข้างนอกแต่ดูแล้วลูกค้าเยอะขนาดนี้เขาคงไม่ไปกับผมแน่ๆ แจจุงว่ายังไงก็ว่าตามนั้นแหละไม่อยากไปบังคับเพราะโอกาสในตอนนี้มันเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่เขาให้ผม ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำลายมันด้วยมือตัวเองอีก ผมได้เรียนรู้ความมีค่าของเวลาก็ตอนที่ใช้มันรอโอกาสที่แจจุงให้ในวันนี้ล่ะ
“นายมาทำไม” เขาถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่ก็นั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ
“จะชวนออกไปกินข้าวน่ะ พอดีเพิ่งเลิกงานแต่ลูกค้านายเยอะมากฉันรอร้านปิดก็แล้วกัน นายจะไปใช่มั้ย?”
“ไม่รู้สิ” แปลว่าไม่ไปสินะ เฮ่อ…
ถึงแจจุงบอกว่าจะให้โอกาส จะลดทิฐิที่มีอยู่ในใจแต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เฉยชานี่นะ บอกตัวเองไว้เถอะชองยุนโฮแค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้วทุกอย่างรอให้เวลาพาเราเดินทางไป ซักวันแจจุงก็จะใจอ่อนแอ ว่าแต่เมื่อไหร่กันที่ผมกลายเป็นผู้ชายขี้น้อยใจ? ก็เพราะแจจุงที่ทำให้ผมใจน้อยอยู่บ่อยๆ
แจจุงหายเข้าไปหลังร้านหลังจากจบประโยคแสนคลุมเคลือของเขาผมเลยไปยืนประจำแคชเชียร์ที่ว่างอยู่เพื่อช่วยงาน ประมาณว่าถ้าอยากชนะใจก็ทำให้เขาพอใจอะไรแบบนั้น
เกือบ 20 นาทีที่แจจุงหายไปและเขาก็ออกมาพร้อมสปาร์เก็ตตี้ครีมซอสจานใหญ่วางลงบนเค้าท์เตอร์บาร์พร้อมกับตัวเขาที่นั่งตามไปด้วย
“กลัวนายจะเป็นลมตายก่อนร้านปิด” นี่เขาทำมาให้ผมหรอ?
“กินเยอะๆ ล่ะ กว่าร้านจะปิดก็เกือบเที่ยงคืน” เขาว่าแล้วก็เลื่อนจานมาให้ตรงหน้า ดึงตัวผมออกจากแคชเชียร์ให้นั่งลงเพื่ออาหารจานพิเศษ
จะว่าไปตั้งแต่เรารู้จักกันมามันนับครั้งได้ที่ผมจะได้กินอาหารฝีมือเขา นึกอิจฉาแจจินที่มีแจจุงทำอะไรให้กินบ่อยๆ
“อร่อยหรือเปล่า เอาครีมซอสอีกมั้ย?”
“อร่อยแล้วล่ะ ขอบคุณนะ”
แจจุงยิ้ม…ไม่ค่อยเห็นเขายิ้มให้หรอกชอบทำแต่หน้าบึ้งให้เดาอารมณ์ยากและพอเขายิ้มมันก็อดทำให้คนอย่างผมใจชื้นจนต้องยิ้มตามไม่ได้ จุนซูเคยบอกว่าจริงๆ แล้วแจจุงเป็นคนที่ยิ้มทั้งวันแต่เพราะวันที่สูญเสียครอบครัวไปรวมทั้งเรื่องโกหกมากมายที่เคยเกิดขึ้นมันทำให้รอยยิ้มสวยของเขาหายไป
มันคงไม่ยากเกินไปใช่มั้ยแจจุงหากฉันจะทำให้นายกลับไปยิ้มได้กว้างเหมือนเมื่อก่อนอีกครั้ง
“จะว่าไปตั้งแต่วันนั้นฉันยังไม่ได้ขอบคุณนายเลย”
“เรื่องอะไรหรอ?”
“เรื่องร้านอาหารนี่ไง”
‘ร้านอาหารของบ้านฉันฝีมือนายใช่มั้ย?’
ไม่มีอีกต่อไปแล้วความลับของร้านนี้เพราะวันนั้นที่แจจุงถามผมก็ตอบตามความจริงทุกอย่าง ก็นี่มันคือเวลาแห่งการพูดความจริงแล้วผมจะต้องโกหกเขาไปเพื่ออะไร ถึงตอนนั้นที่ตอบไปไม่รู้ว่าแจจุงจะว่ายังไงแต่การพูดความจริงมันคือสิ่งที่ดีที่สุด วันนี้เขาไม่รู้แต่วันข้างหน้าอาจจะรู้ก็ได้
“ถ้าไม่ได้นายฉันคงไม่มีสิ่งสุดท้ายให้ยังนึกถึงพ่อแม่ ขอบคุณนะยุนโฮ”
“ฉันแค่อยากทำทุกอย่างให้นายมีความสุขถึงแม้นายจะไม่กลับมาก็ตาม”
“แล้วตอนนี้ฉันกลับมาหรือยังล่ะ”
“นายกลับมาเพื่อฉันหรือเปล่า” ทั้งที่บอกตัวเองว่าอย่าคาดหวังกับโอกาสที่แจจุงให้แต่ปากก็ยังพล่อยถามออกไปในสิ่งที่ไม่สมควรอยู่ดี บางครั้งแค่อยากได้ยินบางคำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แค่อยากได้กำลังใจในการตามตื้อ
“นายเป็นคนฉลาดนะแต่อย่าทำตัวโง่ตอนนี้ได้มั้ยยุนโฮ”
ฉันแค่อยากเป็นคนโง่ให้นายเห็นใจยังไงล่ะแจจุง
“วันนี้ฉันช่วยงานที่ร้านได้หรือเปล่า”
“ก็แล้วแต่นายสิ ฉันไปทำงานแล้วนายอยากทำอะไรก็ทำไป อ้อ! กินให้หมดด้วยเสียดายของ!”
ภูเขาน้ำแข็งที่สูงเสียดฟ้าค่อยๆ ละลายอย่างช้าๆ
กำแพงแข็งแรงกำลังถูกทุบด้วยมือของคนที่สร้างมันขึ้นมาเอง
ผมรู้ดีสำหรับคิมแจจุงโอกาสให้ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
“เมนูโต๊ะ 13 และก็ 22”
“ฉันไม่มีค่าแรงให้นายหรอกนะ” หมายถึงว่าให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านไม่ต้องมาช่วยกันหรอก นายก็ทำงานของนายเหนื่อยมาทั้งวันแล้วไงยุนโฮจะมาช่วยที่ร้านอีกทำไม…นายอยากจะพูดแบบนี้มั้ยแจจุง?
“ฉันตั้งใจทำงานให้ฟรี!”
“ถ้าเหนื่อยก็ไปนอนหลังร้านไป” เขาว่าแล้วก็หยิบกระดาษจดเมนูเดินเข้าหลังร้านไปไม่มองหน้าผมซักนิด
ขอบคุณนะแจจุงอย่างน้อยนายก็ยังเป็นห่วงฉัน
พยายามลดทิฐิมันก็คือความหมายเดียวกับการให้โอกาสและตอนนี้ผมเป็นคิมแจจุงที่ให้โอกาสนั้นกับชองยุนโฮแล้ว เป็นคิมแจจุงที่ใจอ่อนลงกว่าเดิมแต่ก็ไม่ใช่อ่อนไปทั้งใจ ยังมีเศษซากกำแพงที่ยังไม่ถูกกำจัดเหลือทิ้งไว้ให้เขาได้ทำลายมันไปทีละนิดเพราะถ้าหากใจอ่อนไปหมดก็คงได้ใจกันพอดี
เกิดคำถามว่าถ้าวันข้างหน้ายุนโฮทำให้ผมเสียใจอีกล่ะ ถ้ามันเกิดเรื่องโกหกร้ายแรงอย่างไม่น่าให้อภัยอีกผมจะทำยังไง จะทำเป็นมองไม่เห็นแล้วผ่านไปหรือจะจบให้ขาดไปเลยในครั้งนี้
อย่าเพิ่งคิดเลยแจจุงถ้ามันยังมาไม่ถึง
เราเหนื่อยกันมากพอแล้ว…
หลังจากคิดไม่ตกมาเกือบอาทิตย์ว่าทำไมยุนโฮต้องมาซื้อร้านนี้ด้วยแต่วันนี้ผมตัดสินใจได้แล้วล่ะ นอกจากการขอบคุณผมก็จะคืนเงินให้เขาด้วย ของชิ้นนี้มันมากเกินไปที่ผมกับแจจินจะรับไว้ได้ อีกอย่างน้องชายตัวดี
ไม่พูดซักคำว่ายุนโฮเป็นคนไปตามมันคืนมา คอยดูเถอะจะถามให้จนมุมเลยคิมแจจิน!!
“มีอะไรให้นายเครียดงั้นหรอทำไมทำแต่หน้าตาแบบนั้น” เครียด? ไม่เห็นมีอะไรจะต้องเครียดเลยนี่
“หรือนายไม่พอใจถ้าฉันมาช่วยงานที่นี่”
“ชองยุนโฮฉันบอกแล้วไงว่านายเป็นคนฉลาด นายควรจะโง่ในเรื่องที่ควรโง่นะหรือถ้านายคิดได้แค่นี้ก็ตามใจนายเถอะ”
ฉันไม่ใช่คนพูดจาดีนายก็รู้เพราะฉะนั้นอย่ามากวนประสาทกันหน่อยเลย ถ้าไม่พอใจจริงๆ ป่านนี้ไล่กลับบ้านไปแล้วคนบ้า! นายไม่ได้มาเสนอหน้าอยู่ตรงนี้หรอกจะบอกให้ ให้ตายสิ! ชองยุนโฮเคยเป็นคนขี้น้อยใจที่ไหนกันหมอนี่มันออกจะเจ้าเล่ห์แพรวพราวทำไมถึงกลายเป็นคนอ่อนโลกขนาดนี้นะ
“นี่! ยุนโฮทำไมนายถึงแปลกๆ ไปนะ”
“ยังไงหรอ? ฉันก็ยังเป็นฉันอยู่นี่ไง”
“ไม่ใช่ มันเหมือนกับนายดูไม่ใช่นายคนเดิมน่ะ” แต่ผมก็ยังเป็นคนที่พูดตรงและไม่ไพเราะอยู่วันยันค่ำ
“ก็ถ้าฉันเป็นฉันแบบเมื่อก่อนมันคงไม่มีความดีให้นายมองเห็น ฉันควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนดีขึ้นอย่างที่นายต้องการไม่ใช่หรอ”
“นายเข้าใจผิดหรือเปล่า โอกาสของฉันมันหมายถึงการที่นายจะไม่โกหกฉันอีกแล้ว ไม่ใช่ให้นายเปลี่ยนทุกอย่างเพราะถ้าอย่างนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรกับการที่เรารักใครซักคนที่เค้าต้องฝืนตัวเอง”
มันคงเป็นอะไรที่ไม่สบายใจมากๆ เลยนะยุนโฮหากว่านายต้องเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อฉันกับโอกาสเพียงครั้งเดียวนั้น แต่สิ่งที่ฉันอยากได้มาตลอดนั่นคือการที่นายจะไม่โกหกฉัน ฉันจะไม่โกหกนาย เราจะไม่โกหกกันเท่านั้นเอง ฉันไม่อยากกลับไปเป็นทุกข์กับความหลอกลวงและสิ่งไม่จริงจังทั้งหลาย
ทุกอย่างที่เป็นนายมันควรจะเป็นนายต่อไป
“เข้าใจหรือยังยุนโฮว่าฉันเองก็ไม่อยากให้นายเหนื่อยที่ต้องมารักฉันอีกแล้ว”
“ขอบคุณนะที่ใจอ่อน”
“ขอบคุณเหมือนกันที่นายพยายาม”
ฉันไม่ได้ใจอ่อน ฉันแค่กำลังทะลายกำแพงสูงใหญ่และภูเขาน้ำแข็งเย็นยะเยือกนั้นต่างหาก
ขณะที่เรากำลังเถียงกันมือถือผมก็เตือนอีเมล์เข้าอีกครั้งของวันไม่ต้องบอกก็รู้เพราะมีเพียงคนเดียวที่ทำให้อินบ็อกซ์ของผมเต็มได้ และพอได้อ่านมันเรื่องที่เถียงกับยุนโฮอยู่เหมือนจะถูกลืมเพราะตาโตของผมทำให้ยุนโฮสงสัยจนเข้ามาดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย
“หมายความว่า…”
.
เที่ยงคืน! ขนาดวันที่ 6 ของสัปดาห์ก็ยังไม่เคยได้กลับบ้านเร็วกว่าเวลานี้เลยนะคิมจุนซู มือเล็กไขกุญแจรั้วเพื่อเข้าบ้านพักผ่อน หูกับไหล่ก็หนีบมือถือเพื่อคุยเรื่องงานสำหรับวันพรุ่งนี้ไปด้วย
ตั้งแต่ผันตัวเองมาทำงานพวกจัดอีเว้นท์มันเป็นอะไรที่ไม่ค่อยได้พักผ่อนเลยนะ แต่ก็ยังดีหน่อยที่ไม่ได้ไปเฝ้าร้านให้แจจินเพราะตั้งแต่แจจุงกลับมาผมก็ได้ทำงานของตัวเองมากขึ้น อีกอย่างหน้าที่ผู้ช่วยเฝ้าร้านผมเต็มใจยกให้ชองยุนโฮไปแล้วล่ะ ก็จะได้ปรับความเข้าใจกันซักทีไง
“พรุ่งนี้ 6 โมงเช้าผมจะเข้าไปดูแล้วกันนะ” ประโยคสุดท้ายสิ้นสุดการทำงานวันนี้ก่อนจะปิดประตูบ้านล็อคกลอน
แต่ร่างคุ้นตาที่อยู่หน้ารั้วบ้านกำลังทำให้บานประตูถูกลมพัดให้เปิดออก
ผมทำงาหนักจนเบลอหรือว่าตาลาย?
เพราะยังไงสิ่งที่อยากให้เป็นไปมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
“สวัสดีคิมจุนซู”
.
วันนี้ลูกค้าเยอะมากกว่าจะปิดร้านเรียบร้อยก็ตีหนึ่งกว่าเข้าไปแล้ว ถนนในตัวเมืองเงียบสนิทแน่ล่ะใครจะมาเดินเล่นในยามวิกาลเช่นนี้และแน่ล่ะว่าใครจะบ้าบออยู่เป็นเพื่อนผมนอกจากชองยุนโฮ
“ฉันไปส่งนายที่บ้านมั้ย”
“ฉันเอารถมา” มันดึกมากแล้วนายควรจะกลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้วต่างหาก
“งั้น…กลับบ้านดีๆ นะ”
ประโยคนั้นมันควรจะเป็นการที่เราแยกย้ายกันกลับบ้านไม่ใช่หรอแต่ทำไมมันถึงขัดแย้งด้วยการที่ยุนโฮขับรถตามหลังผมล่ะ? คอนโดเขากับบ้านผมมันคนละทางกันนะ โทรไปถามคงดีกว่าว่าเขาจะขับรถตามผมทำไม
(มันดึกแล้วนายไม่ควรจะขับรถกลับคนเดียว) นั่นคือเหตุผลของนายงั้นหรอยุนโฮ? ฉันโตแล้วนะอายุจะปาเข้าไปเลข 3 อยู่แล้ว อีกอย่างนายเคยทำแบบนี้ที่ไหนกัน
“นายไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ มันไม่มีอะไรน่ากังวลหรอก”
(แจจุง…)
“ว่าไง”
(นายจะกลับไปหายูชอนหรือเปล่า ถ้าเกิดว่า…)
ยูชอน? นั่นคือสิ่งที่นายไม่ควรจะกังวลนะยุนโฮ ฉันกับยูชอนมันคือเรื่องที่จบลงไปแล้วจริงๆ และไม่มีวันที่เราจะกับไปคบกันได้อีก หากสิ่งที่นายกำลังกลัวคือการที่ฉันกับยูชอนจะกลับไปมีความสัมพันธ์แบบเก่าๆ นายควรจะเลิกกลัว
การที่ฉันให้โอกาสนายหมายถึงการที่ฉันพร้อมจะมีนายอยู่ทั้งใจ และฉันก็เชื่อว่าทั้งใจของยูชอนมันก็ไม่ใช่ฉันเหมือนที่เขาเคยพร่ำหาอีกต่อไปแล้ว ทั้งใจของยูชอนเต็มไปด้วยจุนซูต่างหากเพียงแต่กรณีของยูชอนมันอาจจะสับสนในใจว่าใช่จุนซูจริงๆ หรือเปล่าเพราะความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้น
ส่วนกรณีของฉันกับนายทุกอย่างมันชัดเจนแล้ว
“เลิกกลัวเถอะยุนโฮ ทุกคนเดินมาไกลเกินกว่าจะกลับไปทางเก่าได้แล้ว”
(ฉันแค่อยากจะมั่นใจเพราะถ้าเกิดนายกลับไปฉันจะได้ตัดใจ)
“เราเคยคุยเรื่องนี้กันรู้เรื่องแล้วนะ ฉันกับยูชอนเราเป็นเพื่อนกัน และนายกับยูชอนก็เป็นเพื่อนกันแล้วไม่ใช่หรอ เราทุกคนไม่ว่าจะฉัน แจจิน จุนซู ยูชอน หรือว่านายเราทุกคนยังเป็นเพื่อนกัน”
(ฉันกับนายเราเป็นเพื่อนกัน…?)
“เมื่อไหร่ภูเขาน้ำแข็งกลายเป็นธารน้ำใสนายกับฉันเราคือคนรักกัน”
ถ้าให้เดาตอนนี้ยุนโฮอาจกำลังดีใจกับสิ่งที่ได้ยิน ก็ผมไม่อยากใช้ฐานะอื่นสำหรับเราเป็นเพื่อนกันไปก่อนเถอะ อารมณ์ว่าเรากำลังดูใจกันประมาณนั้นเมื่อทุกอย่างแน่นอนแล้วเราค่อยกลับมาคบกันอีกครั้งนะ ไม่สายเกินไปใช่มั้ยยุนโฮ?
“ฉันถึงบ้านแล้วนายจะกลับบ้านนายได้หรือยัง” เรายังคงคุยกันผ่านสัญญาณโทรศัพท์ตลอดระยะทางที่ผมขับรถกลับบ้าน
(อื้ม…ฝันดีนะ)
“ขบรถดีๆ นะ แล้วก็…ส่งข้อความมาบอกกันก็ได้ว่าถึงแล้วน่ะ”
ก็แค่ห่วงใยในฐานะเพื่อนแสนพิเศษเท่านั้นเอง
TBC.
“รายได้ที่ร้านไม่ค่อยดีหรอ?”
“ไม่นี่ครับ มันก็โอเคยังขายดีเหมือนเดิม”
“แล้วมีอะไรให้พี่ชายคุณเครียดขนาดนั้นล่ะ” นั่นน่ะสิ…อะไรกันที่ทำให้แจจุงดูเหมือนคนคิดหนักขนาดนี้และคราวนี้จะคิดเรื่องอะไรอีกล่ะ ก็ไหนวันนั้นผมเห็นยุนโฮมาส่งที่บ้านไงมันก็แปลว่าดีกันแล้วไม่ใช่หรอ ก็ดีแล้วที่ปรับความเข้าใจกันได้แล้วนี่มันอะไร?
“อาจจะทะเลาะกับยุนโฮมั้ง”
“ก็ไหนคุณบอกว่าดีกันแล้วไง”
“ผมไม่ใช่เทวดานะเจ้านาย พูดตามที่เห็นน่ะไม่ได้รู้ทุกเรื่อง” พยักหน้านี่แปลว่าเข้าใจมั้ยคุณจองมิน
“คุณควรจะเข้าไปหาพี่ชายนะ เข้าไปถามหน่อยสิว่าเขาเป็นอะไรไม่ใช่มานั่งมองอยู่แบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไรมั้ยเนี่ย”
“ถ้าคุณสนใจปัญหาของพี่ชายผมมากก็เชิญไปถามเลยครับ” เชิญไปถามได้เลยจะได้โดนแจจุงด่ากลับมาให้ หัดรู้ซะบ้างว่าทุกคนบนโลกไม่ชอบให้ใครมายุ่งเรื่องส่วนตัว
ปวดตาที่จะต้องนั่งดูพี่ชาย ปวดหัวที่ต้องคอยตอบคำถามเจ้านายที่เอาแต่ถามอะไรไร้สาระผมว่าไปหาอะไรทำหลังร้านดีกว่า วันนี้จุนซูก็งานยุ่งล้นมือไม่ได้เข้ามาช่วยที่ร้านด้วย ถึงแม้แจจุงจะมาดูที่ร้านทุกวันแต่จุนซูก็ยังคงตามมาช่วยเช่นเคย
มันทำให้รู้ว่าที่ผ่านมาต่อให้มิตรภาพจะถูกทำลายแค่ไหนแต่สุดท้ายหากเรายังเป็นเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอยู่เราก็จะกลับมาอยู่เคียงข้างกันอีกครั้ง และเราก็พร้อมจะลืมความเจ็บปวดทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น
ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายกว่าๆ เองแต่ลูกค้าแน่นเต็มร้านเลยล่ะ เหลือโต๊ะว่างไม่ถึง 10 ตัวด้วย แทนที่พี่ชายจะมาช่วยกันดูร้านนะกลับมานั่งเคาะโต๊ะ เฮ่อ…
ตกลงว่าคิมแจจุงคิดอะไรอยู่?
“ยังไม่ไปออฟฟิศอีกหรอแจจิน คุณจองมินรออยู่นี่” แหนะ! บ่นถึงก็มาพอดีให้มันได้อย่างนี้สิแจจุง
“อีกครึ่งชั่วโมงค่อยไป ถ้าเขาอยากรอก็ให้รอไปเพราะที่ออฟฟิศงานมันไม่ได้เกี่ยวกับฉันเลย”
ยักคิ้วเหมือนไม่เชื่ออย่างนั้นมันหมายความว่ายังไงน่ะแจจุง? ตอนนี้ผมก็ยังเป็นนักเขียนนิยายรักโรแมนติกอยู่นะแต่ไอ้สัญญาเขียนโฆษณาของคุณจองมินรู้สึกจะเลยเถิดทั้งที่หมดสัญญาไปนานแล้ว…เอาเถอะได้เงินก็ทำ
แล้วนั่นแจจุงจะออกไปรับออเดอร์เองหรอ? เมื่อกี้ก็นั่งเคาะโต๊ะ ตอนนี้ก็ออกไปทำงานในร้านตกลงว่าพี่ชายมีเรื่องอะไรให้ต้องคิดกันแน่
“ไปได้กันแล้วแจจิน”
“แต่นี่มันยังไม่ถึงเวลาเลย” อีกตั้งเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาประชุม ผมยังอยากอยู่ช่วยแจจุงที่ร้านนี่
“ไปเถอะครับ คุณแจจุงเขามีเพื่อนอยู่ด้วยแล้ว”
“เพื่อนหรอ?” มองตามสายตาของคุณจองมินไปแล้วก็อ๋อทันที ผมคงต้องรีบเก็บกระเป๋าแล้วล่ะเพราะคนสำคัญของแจจุงกำลังเดินเข้ามาในร้าน
“งั้นเราไปเลยก็ได้ครับ เดี๋ยวผมไปบอกแจจุงก่อน”
น้องชายอย่างฉันทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วถ้ามันจะทำให้นายมีความสุข
“ไปแล้วนะแจจุง ใกล้จะต้องประชุมแล้ว”
“จะไปแล้วหรอ งั้นก็ตั้งใจทำงานนะ”
เหมือนแจจุงจะไม่ได้สังเกตว่ามีใครเข้ามาในร้านและผมควรจะรีบออกไปได้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะต้องถูกแจจุงรั้งเอาไว้แน่ๆ อ่า…โชคดีนะนี่เป็นโอกาสที่พวกนายจะได้อยู่ด้วยกันสองคน
ตอนที่เดินสวนยุนโฮออกจากร้านผมแค่ยิ้มให้เขาเท่านั้นแหละพอจะเอ่ยคำทักทายเจ้านายก็ลากผมออกไปแล้ว ฮื่อ!!
.
อ่า…ทำไมวันนี้ที่ร้านคนเยอะขนาดนี้ล่ะ พนักงานเดินกันวุ่นวายไปหมด ทั้งเสิร์ฟอาหาร ทั้งรับออเดอร์ ทั้งเช็คบิล วุ่นวายจนตาลายเลยล่ะแต่มันก็ไม่ได้ยากเกินสำหรับการที่ผมจะตามหาเจ้าของร้าน
คนตัวขาว ผมดำขลับโดดเด่นอยู่กลางร้านซะขนาดนั้นแต่ผมไม่ไปรบกวนเขาหรอกขอกาแฟเย็นๆ ซักแก้วนั่งรออยู่ตรงเค้าท์เตอร์บาร์นี้ก็ได้ และเหมือนเขาเองก็ไม่ได้สนใจผมด้วย
“ให้ไปตามคุณแจจุงให้มั้ยครับคุณยุนโฮ” พนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาถามด้วยความหวังดี
“ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวรอเค้าเสร็จธุระก็ได้”
จริงๆ ผมจะมาชวนเขาออกไปข้างนอกแต่ดูแล้วลูกค้าเยอะขนาดนี้เขาคงไม่ไปกับผมแน่ๆ แจจุงว่ายังไงก็ว่าตามนั้นแหละไม่อยากไปบังคับเพราะโอกาสในตอนนี้มันเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่เขาให้ผม ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะทำลายมันด้วยมือตัวเองอีก ผมได้เรียนรู้ความมีค่าของเวลาก็ตอนที่ใช้มันรอโอกาสที่แจจุงให้ในวันนี้ล่ะ
“นายมาทำไม” เขาถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่ก็นั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ
“จะชวนออกไปกินข้าวน่ะ พอดีเพิ่งเลิกงานแต่ลูกค้านายเยอะมากฉันรอร้านปิดก็แล้วกัน นายจะไปใช่มั้ย?”
“ไม่รู้สิ” แปลว่าไม่ไปสินะ เฮ่อ…
ถึงแจจุงบอกว่าจะให้โอกาส จะลดทิฐิที่มีอยู่ในใจแต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เฉยชานี่นะ บอกตัวเองไว้เถอะชองยุนโฮแค่นี้ก็ดีเท่าไหร่แล้วทุกอย่างรอให้เวลาพาเราเดินทางไป ซักวันแจจุงก็จะใจอ่อนแอ ว่าแต่เมื่อไหร่กันที่ผมกลายเป็นผู้ชายขี้น้อยใจ? ก็เพราะแจจุงที่ทำให้ผมใจน้อยอยู่บ่อยๆ
แจจุงหายเข้าไปหลังร้านหลังจากจบประโยคแสนคลุมเคลือของเขาผมเลยไปยืนประจำแคชเชียร์ที่ว่างอยู่เพื่อช่วยงาน ประมาณว่าถ้าอยากชนะใจก็ทำให้เขาพอใจอะไรแบบนั้น
เกือบ 20 นาทีที่แจจุงหายไปและเขาก็ออกมาพร้อมสปาร์เก็ตตี้ครีมซอสจานใหญ่วางลงบนเค้าท์เตอร์บาร์พร้อมกับตัวเขาที่นั่งตามไปด้วย
“กลัวนายจะเป็นลมตายก่อนร้านปิด” นี่เขาทำมาให้ผมหรอ?
“กินเยอะๆ ล่ะ กว่าร้านจะปิดก็เกือบเที่ยงคืน” เขาว่าแล้วก็เลื่อนจานมาให้ตรงหน้า ดึงตัวผมออกจากแคชเชียร์ให้นั่งลงเพื่ออาหารจานพิเศษ
จะว่าไปตั้งแต่เรารู้จักกันมามันนับครั้งได้ที่ผมจะได้กินอาหารฝีมือเขา นึกอิจฉาแจจินที่มีแจจุงทำอะไรให้กินบ่อยๆ
“อร่อยหรือเปล่า เอาครีมซอสอีกมั้ย?”
“อร่อยแล้วล่ะ ขอบคุณนะ”
แจจุงยิ้ม…ไม่ค่อยเห็นเขายิ้มให้หรอกชอบทำแต่หน้าบึ้งให้เดาอารมณ์ยากและพอเขายิ้มมันก็อดทำให้คนอย่างผมใจชื้นจนต้องยิ้มตามไม่ได้ จุนซูเคยบอกว่าจริงๆ แล้วแจจุงเป็นคนที่ยิ้มทั้งวันแต่เพราะวันที่สูญเสียครอบครัวไปรวมทั้งเรื่องโกหกมากมายที่เคยเกิดขึ้นมันทำให้รอยยิ้มสวยของเขาหายไป
มันคงไม่ยากเกินไปใช่มั้ยแจจุงหากฉันจะทำให้นายกลับไปยิ้มได้กว้างเหมือนเมื่อก่อนอีกครั้ง
“จะว่าไปตั้งแต่วันนั้นฉันยังไม่ได้ขอบคุณนายเลย”
“เรื่องอะไรหรอ?”
“เรื่องร้านอาหารนี่ไง”
‘ร้านอาหารของบ้านฉันฝีมือนายใช่มั้ย?’
ไม่มีอีกต่อไปแล้วความลับของร้านนี้เพราะวันนั้นที่แจจุงถามผมก็ตอบตามความจริงทุกอย่าง ก็นี่มันคือเวลาแห่งการพูดความจริงแล้วผมจะต้องโกหกเขาไปเพื่ออะไร ถึงตอนนั้นที่ตอบไปไม่รู้ว่าแจจุงจะว่ายังไงแต่การพูดความจริงมันคือสิ่งที่ดีที่สุด วันนี้เขาไม่รู้แต่วันข้างหน้าอาจจะรู้ก็ได้
“ถ้าไม่ได้นายฉันคงไม่มีสิ่งสุดท้ายให้ยังนึกถึงพ่อแม่ ขอบคุณนะยุนโฮ”
“ฉันแค่อยากทำทุกอย่างให้นายมีความสุขถึงแม้นายจะไม่กลับมาก็ตาม”
“แล้วตอนนี้ฉันกลับมาหรือยังล่ะ”
“นายกลับมาเพื่อฉันหรือเปล่า” ทั้งที่บอกตัวเองว่าอย่าคาดหวังกับโอกาสที่แจจุงให้แต่ปากก็ยังพล่อยถามออกไปในสิ่งที่ไม่สมควรอยู่ดี บางครั้งแค่อยากได้ยินบางคำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แค่อยากได้กำลังใจในการตามตื้อ
“นายเป็นคนฉลาดนะแต่อย่าทำตัวโง่ตอนนี้ได้มั้ยยุนโฮ”
ฉันแค่อยากเป็นคนโง่ให้นายเห็นใจยังไงล่ะแจจุง
“วันนี้ฉันช่วยงานที่ร้านได้หรือเปล่า”
“ก็แล้วแต่นายสิ ฉันไปทำงานแล้วนายอยากทำอะไรก็ทำไป อ้อ! กินให้หมดด้วยเสียดายของ!”
ภูเขาน้ำแข็งที่สูงเสียดฟ้าค่อยๆ ละลายอย่างช้าๆ
กำแพงแข็งแรงกำลังถูกทุบด้วยมือของคนที่สร้างมันขึ้นมาเอง
ผมรู้ดีสำหรับคิมแจจุงโอกาสให้ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
“เมนูโต๊ะ 13 และก็ 22”
“ฉันไม่มีค่าแรงให้นายหรอกนะ” หมายถึงว่าให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านไม่ต้องมาช่วยกันหรอก นายก็ทำงานของนายเหนื่อยมาทั้งวันแล้วไงยุนโฮจะมาช่วยที่ร้านอีกทำไม…นายอยากจะพูดแบบนี้มั้ยแจจุง?
“ฉันตั้งใจทำงานให้ฟรี!”
“ถ้าเหนื่อยก็ไปนอนหลังร้านไป” เขาว่าแล้วก็หยิบกระดาษจดเมนูเดินเข้าหลังร้านไปไม่มองหน้าผมซักนิด
ขอบคุณนะแจจุงอย่างน้อยนายก็ยังเป็นห่วงฉัน
พยายามลดทิฐิมันก็คือความหมายเดียวกับการให้โอกาสและตอนนี้ผมเป็นคิมแจจุงที่ให้โอกาสนั้นกับชองยุนโฮแล้ว เป็นคิมแจจุงที่ใจอ่อนลงกว่าเดิมแต่ก็ไม่ใช่อ่อนไปทั้งใจ ยังมีเศษซากกำแพงที่ยังไม่ถูกกำจัดเหลือทิ้งไว้ให้เขาได้ทำลายมันไปทีละนิดเพราะถ้าหากใจอ่อนไปหมดก็คงได้ใจกันพอดี
เกิดคำถามว่าถ้าวันข้างหน้ายุนโฮทำให้ผมเสียใจอีกล่ะ ถ้ามันเกิดเรื่องโกหกร้ายแรงอย่างไม่น่าให้อภัยอีกผมจะทำยังไง จะทำเป็นมองไม่เห็นแล้วผ่านไปหรือจะจบให้ขาดไปเลยในครั้งนี้
อย่าเพิ่งคิดเลยแจจุงถ้ามันยังมาไม่ถึง
เราเหนื่อยกันมากพอแล้ว…
หลังจากคิดไม่ตกมาเกือบอาทิตย์ว่าทำไมยุนโฮต้องมาซื้อร้านนี้ด้วยแต่วันนี้ผมตัดสินใจได้แล้วล่ะ นอกจากการขอบคุณผมก็จะคืนเงินให้เขาด้วย ของชิ้นนี้มันมากเกินไปที่ผมกับแจจินจะรับไว้ได้ อีกอย่างน้องชายตัวดี
ไม่พูดซักคำว่ายุนโฮเป็นคนไปตามมันคืนมา คอยดูเถอะจะถามให้จนมุมเลยคิมแจจิน!!
“มีอะไรให้นายเครียดงั้นหรอทำไมทำแต่หน้าตาแบบนั้น” เครียด? ไม่เห็นมีอะไรจะต้องเครียดเลยนี่
“หรือนายไม่พอใจถ้าฉันมาช่วยงานที่นี่”
“ชองยุนโฮฉันบอกแล้วไงว่านายเป็นคนฉลาด นายควรจะโง่ในเรื่องที่ควรโง่นะหรือถ้านายคิดได้แค่นี้ก็ตามใจนายเถอะ”
ฉันไม่ใช่คนพูดจาดีนายก็รู้เพราะฉะนั้นอย่ามากวนประสาทกันหน่อยเลย ถ้าไม่พอใจจริงๆ ป่านนี้ไล่กลับบ้านไปแล้วคนบ้า! นายไม่ได้มาเสนอหน้าอยู่ตรงนี้หรอกจะบอกให้ ให้ตายสิ! ชองยุนโฮเคยเป็นคนขี้น้อยใจที่ไหนกันหมอนี่มันออกจะเจ้าเล่ห์แพรวพราวทำไมถึงกลายเป็นคนอ่อนโลกขนาดนี้นะ
“นี่! ยุนโฮทำไมนายถึงแปลกๆ ไปนะ”
“ยังไงหรอ? ฉันก็ยังเป็นฉันอยู่นี่ไง”
“ไม่ใช่ มันเหมือนกับนายดูไม่ใช่นายคนเดิมน่ะ” แต่ผมก็ยังเป็นคนที่พูดตรงและไม่ไพเราะอยู่วันยันค่ำ
“ก็ถ้าฉันเป็นฉันแบบเมื่อก่อนมันคงไม่มีความดีให้นายมองเห็น ฉันควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนดีขึ้นอย่างที่นายต้องการไม่ใช่หรอ”
“นายเข้าใจผิดหรือเปล่า โอกาสของฉันมันหมายถึงการที่นายจะไม่โกหกฉันอีกแล้ว ไม่ใช่ให้นายเปลี่ยนทุกอย่างเพราะถ้าอย่างนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรกับการที่เรารักใครซักคนที่เค้าต้องฝืนตัวเอง”
มันคงเป็นอะไรที่ไม่สบายใจมากๆ เลยนะยุนโฮหากว่านายต้องเปลี่ยนทุกอย่างเพื่อฉันกับโอกาสเพียงครั้งเดียวนั้น แต่สิ่งที่ฉันอยากได้มาตลอดนั่นคือการที่นายจะไม่โกหกฉัน ฉันจะไม่โกหกนาย เราจะไม่โกหกกันเท่านั้นเอง ฉันไม่อยากกลับไปเป็นทุกข์กับความหลอกลวงและสิ่งไม่จริงจังทั้งหลาย
ทุกอย่างที่เป็นนายมันควรจะเป็นนายต่อไป
“เข้าใจหรือยังยุนโฮว่าฉันเองก็ไม่อยากให้นายเหนื่อยที่ต้องมารักฉันอีกแล้ว”
“ขอบคุณนะที่ใจอ่อน”
“ขอบคุณเหมือนกันที่นายพยายาม”
ฉันไม่ได้ใจอ่อน ฉันแค่กำลังทะลายกำแพงสูงใหญ่และภูเขาน้ำแข็งเย็นยะเยือกนั้นต่างหาก
ขณะที่เรากำลังเถียงกันมือถือผมก็เตือนอีเมล์เข้าอีกครั้งของวันไม่ต้องบอกก็รู้เพราะมีเพียงคนเดียวที่ทำให้อินบ็อกซ์ของผมเต็มได้ และพอได้อ่านมันเรื่องที่เถียงกับยุนโฮอยู่เหมือนจะถูกลืมเพราะตาโตของผมทำให้ยุนโฮสงสัยจนเข้ามาดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย
“หมายความว่า…”
.
เที่ยงคืน! ขนาดวันที่ 6 ของสัปดาห์ก็ยังไม่เคยได้กลับบ้านเร็วกว่าเวลานี้เลยนะคิมจุนซู มือเล็กไขกุญแจรั้วเพื่อเข้าบ้านพักผ่อน หูกับไหล่ก็หนีบมือถือเพื่อคุยเรื่องงานสำหรับวันพรุ่งนี้ไปด้วย
ตั้งแต่ผันตัวเองมาทำงานพวกจัดอีเว้นท์มันเป็นอะไรที่ไม่ค่อยได้พักผ่อนเลยนะ แต่ก็ยังดีหน่อยที่ไม่ได้ไปเฝ้าร้านให้แจจินเพราะตั้งแต่แจจุงกลับมาผมก็ได้ทำงานของตัวเองมากขึ้น อีกอย่างหน้าที่ผู้ช่วยเฝ้าร้านผมเต็มใจยกให้ชองยุนโฮไปแล้วล่ะ ก็จะได้ปรับความเข้าใจกันซักทีไง
“พรุ่งนี้ 6 โมงเช้าผมจะเข้าไปดูแล้วกันนะ” ประโยคสุดท้ายสิ้นสุดการทำงานวันนี้ก่อนจะปิดประตูบ้านล็อคกลอน
แต่ร่างคุ้นตาที่อยู่หน้ารั้วบ้านกำลังทำให้บานประตูถูกลมพัดให้เปิดออก
ผมทำงาหนักจนเบลอหรือว่าตาลาย?
เพราะยังไงสิ่งที่อยากให้เป็นไปมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
“สวัสดีคิมจุนซู”
.
วันนี้ลูกค้าเยอะมากกว่าจะปิดร้านเรียบร้อยก็ตีหนึ่งกว่าเข้าไปแล้ว ถนนในตัวเมืองเงียบสนิทแน่ล่ะใครจะมาเดินเล่นในยามวิกาลเช่นนี้และแน่ล่ะว่าใครจะบ้าบออยู่เป็นเพื่อนผมนอกจากชองยุนโฮ
“ฉันไปส่งนายที่บ้านมั้ย”
“ฉันเอารถมา” มันดึกมากแล้วนายควรจะกลับบ้านไปพักผ่อนได้แล้วต่างหาก
“งั้น…กลับบ้านดีๆ นะ”
ประโยคนั้นมันควรจะเป็นการที่เราแยกย้ายกันกลับบ้านไม่ใช่หรอแต่ทำไมมันถึงขัดแย้งด้วยการที่ยุนโฮขับรถตามหลังผมล่ะ? คอนโดเขากับบ้านผมมันคนละทางกันนะ โทรไปถามคงดีกว่าว่าเขาจะขับรถตามผมทำไม
(มันดึกแล้วนายไม่ควรจะขับรถกลับคนเดียว) นั่นคือเหตุผลของนายงั้นหรอยุนโฮ? ฉันโตแล้วนะอายุจะปาเข้าไปเลข 3 อยู่แล้ว อีกอย่างนายเคยทำแบบนี้ที่ไหนกัน
“นายไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ มันไม่มีอะไรน่ากังวลหรอก”
(แจจุง…)
“ว่าไง”
(นายจะกลับไปหายูชอนหรือเปล่า ถ้าเกิดว่า…)
ยูชอน? นั่นคือสิ่งที่นายไม่ควรจะกังวลนะยุนโฮ ฉันกับยูชอนมันคือเรื่องที่จบลงไปแล้วจริงๆ และไม่มีวันที่เราจะกับไปคบกันได้อีก หากสิ่งที่นายกำลังกลัวคือการที่ฉันกับยูชอนจะกลับไปมีความสัมพันธ์แบบเก่าๆ นายควรจะเลิกกลัว
การที่ฉันให้โอกาสนายหมายถึงการที่ฉันพร้อมจะมีนายอยู่ทั้งใจ และฉันก็เชื่อว่าทั้งใจของยูชอนมันก็ไม่ใช่ฉันเหมือนที่เขาเคยพร่ำหาอีกต่อไปแล้ว ทั้งใจของยูชอนเต็มไปด้วยจุนซูต่างหากเพียงแต่กรณีของยูชอนมันอาจจะสับสนในใจว่าใช่จุนซูจริงๆ หรือเปล่าเพราะความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้น
ส่วนกรณีของฉันกับนายทุกอย่างมันชัดเจนแล้ว
“เลิกกลัวเถอะยุนโฮ ทุกคนเดินมาไกลเกินกว่าจะกลับไปทางเก่าได้แล้ว”
(ฉันแค่อยากจะมั่นใจเพราะถ้าเกิดนายกลับไปฉันจะได้ตัดใจ)
“เราเคยคุยเรื่องนี้กันรู้เรื่องแล้วนะ ฉันกับยูชอนเราเป็นเพื่อนกัน และนายกับยูชอนก็เป็นเพื่อนกันแล้วไม่ใช่หรอ เราทุกคนไม่ว่าจะฉัน แจจิน จุนซู ยูชอน หรือว่านายเราทุกคนยังเป็นเพื่อนกัน”
(ฉันกับนายเราเป็นเพื่อนกัน…?)
“เมื่อไหร่ภูเขาน้ำแข็งกลายเป็นธารน้ำใสนายกับฉันเราคือคนรักกัน”
ถ้าให้เดาตอนนี้ยุนโฮอาจกำลังดีใจกับสิ่งที่ได้ยิน ก็ผมไม่อยากใช้ฐานะอื่นสำหรับเราเป็นเพื่อนกันไปก่อนเถอะ อารมณ์ว่าเรากำลังดูใจกันประมาณนั้นเมื่อทุกอย่างแน่นอนแล้วเราค่อยกลับมาคบกันอีกครั้งนะ ไม่สายเกินไปใช่มั้ยยุนโฮ?
“ฉันถึงบ้านแล้วนายจะกลับบ้านนายได้หรือยัง” เรายังคงคุยกันผ่านสัญญาณโทรศัพท์ตลอดระยะทางที่ผมขับรถกลับบ้าน
(อื้ม…ฝันดีนะ)
“ขบรถดีๆ นะ แล้วก็…ส่งข้อความมาบอกกันก็ได้ว่าถึงแล้วน่ะ”
ก็แค่ห่วงใยในฐานะเพื่อนแสนพิเศษเท่านั้นเอง
TBC.