[Fic] THE TRUTH (01)
posted on 06 Feb 2012 20:47 by mantenerT H E 'T R U T H' - 01
กระเป๋าเดินทางใบโต 2 – 3 ใบวางตั้งอยู่ปลายเตียง เจ้าของห้องเดินหยิบของจำเป็นที่เหลือทั่วห้องเพื่อแพ็คใส่กระเป๋าใบสุดท้าย โครงหน้าได้รูปหนีบเจ้ามือถือเครื่องบางเฉียบไว้กับไหล่ลาด ออกจะเร่งรีบไม่น้อยกับการเดินทางครั้งสุดท้ายที่ควรจะเริ่มต้นได้ตั้งนานแล้ว ครั้งนี้ถือเป็นครั้งสิ้นสุดของการหลบหนี…หัวใจ
“เข้าใจแล้วฉันกำลังเก็บของอยู่นี่ไง”
(นายจองตั๋วเครื่องบินแล้วใช่มั้ย จะถึงที่นั่นกี่โมง)
“ซัก 9 โมงได้ นายไม่ต้องห่วงหรอกยูชอนฉันคุยกับแจจินเรียบร้อยแล้วยังไงหมอนั่นก็ต้องมารับฉันก่อนเวลาอยู่แล้ว เพราะแจจินคิดถึงฉันจะตาย”
(ดูแล้วตัวเองด้วยแล้วกันถึงแล้วก็โทรหาฉันด้วย)
ฮู่ววววว….! ถึงแม้เราจะเป็นเพื่อนกันแต่ยูชอนก็แสดงความห่วงใยที่มีออกมาเหมือนเดิมเพียงแต่ตอนนี้เส้นแบ่งทางความสัมพันธ์มันชัดเจนว่าเราเป็นเพื่อนกัน เขายอมรับได้กับฐานะที่ผมให้และผมก็ยอมรับได้กับสิ่งที่เขาเป็นตอนนี้…ขอบใจนะยูชอนไม่ว่ายังไงนายก็ยังอยู่ข้างฉันเสมอ
ห้องสี่เหลี่ยมไม่แคบไม่ใหญ่จนเกินไปถึงเวลาต้องบอกลามันแล้ว ผมมองรอบๆ ห้องที่ถูกจำกัดพื้นที่ด้วยผนังสีเหลือง อาศัยอยู่มาเกือบปีอยู่ๆ ก็ต้องจากไปเพราะคนที่บ้านบ่นคิดถึงจนทนไม่ไหว อีกอย่างออสเตรียก็ไม่ใช่บ้านผม
และเมื่อกลับไปคิมแจจุงคงใจแข็งพอหากต้องเจอหน้าใครอีกคน
โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งด้วยความรำคาณผมหยิบมันขึ้นมากดรับทั้งที่ไม่ได้มองว่าสายเข้าเป็นใคร วันนี้มีคนโทรมาประมาณห้าคนได้
“ครับ”
(……………………….) ไม่มีเสียงตอบกลับนอกจากเสียงลมพัดไปมา ผมเลยดูเบอร์โทรเข้าอีกครั้งปรากฎว่ามันเป็นเบอร์ไม่รู้จัก
“นี่ใครครับ”
(……………………….)
“ถ้าไม่พูดผมจะวางแล้วนะ”
(……………จะ แจจุง!!)
“เห?? นี่ใครพูดครับ”
(ขะ ขอโทษครับ…ผมคงโทรผิด)
โทรผิด? คนโทรผิดเค้ารู้จักชื่อผมด้วยหรอจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นคนรับสาย ว่าแต่ใครกันนะที่โทรมา พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกน้ำเสียงนั้นมันช่างคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน…เฮ่อ! ช่างมันเถอะ
คงไม่ใช่ใครบางคนที่พยายามจะลืมไปแล้วหรอก
แต่เสียงนั้นมันก็เหมือนจนแยกความต่างไม่ออก
ใช่เขาหรือเปล่า เป็นคนนั้นหรือเปล่า? ลึกๆ ในใจหวังว่าจะใช่
“ทั้งที่พยายามจะลืมแต่นายกลับฝังลงไปในหัวฉันลึกลงทุกที ที่ผ่านมาฉันเคยลืมนายได้ที่ไหน ลืมไม่ลงเลยซักวัน”
นายลืมฉันไปหรือยัง ลืมหรือเปล่า
ยังคิดถึงฉันเหมือนที่ฉันคิดถึงนายมั้ย
ขอโทษที่ฉันมันขี้ขลาดหนีหัวใจตัวเองมาตั้งนาน
“ชองยุนโฮ”
“ทำไม…ใจฉันมีแต่นาย”
เมื่อไหร่ปากฉันจะเลิกไม่ตรงกับใจซักที
: Incheon Airport
ผู้โดยสารขาเข้านับร้อยชีวิตเดินกันมั่วจนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผมจะได้เจอพี่ชายที่หนีไปเที่ยวรอบโลกอยู่คนเดียว 2 ปีเต็ม!! ตลอดเวลานั้นแจจุงไม่ได้กลับบ้านเลยมีแค่โทรทางไกลหากันเท่านั้นแต่วันนี้พี่ชายของผมเค้าจะกลับมาแล้ว!!
นั่นไง! ผู้ชายหน้าหวาน ผมสีดำคลับ เดินเด่นมาแต่ไกลคนนั้นไง!!
ผมตะโกนเรียกเขาอยู่ที่ช่องรับผู้โดยสาร ด้วยความที่เราเหมือนกันทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้าและไม่มีอะไรเลยที่เปลี่ยนไปทำให้แจจุงมองหาผมได้ง่ายขึ้น เมื่อพี่ชายมองเห็นมือที่โบกไปมาเขาก็ยิ้มขำออกมาอย่างน่ารักและก็ยกมือตัวเองโบกขึ้นตอบ ทันทีที่ประชิดตัวได้ผมก็รีบกระโดดเข้ากอดแจจุงด้วยความคิดถึงจนพี่ชายเซ
“คิดถึงนายที่สุด!!”
“ฮ่ะๆ ฉันก็คิดถึงนายนะแจจิน”
“คิดถึงฉันแต่ก็ยังหนีไปตั้งไกล” ทิ้งน้องไว้คนเดียวแบบนี้มันน่าให้อภัยหรือไง
“ขอโทษนะแต่ว่าฉัน…”
“ช่างมันเถอะแค่นายกลับมาก็พอแล้ว” แต่เรื่องที่นายทำใจได้หรือเปล่าฉันจะไม่ถามแล้วกันนะเพราะนายคงไม่อยากจะพูดถึงมันอีก
“ฉันอยากไปร้านอาหารของแม่” ถึงนายไม่พูดฉันก็ต้องพานายไปอยู่แล้วในเมื่อมันเป็นของสำคัญสำหรับเราแต่ที่สำคัญกว่านั้นมันเป็นร้านอาหารที่ใครคนหนึ่งเอากลับคืนมาให้นายต่างหากแจจุง แม้วันนี้นายจะทำให้เขาคนนั้นกลายเป็นบ้าเพ้อจมอยู่กับความรักและความคิดถึงที่มีต่อนายก็ตามที
บนถนนอัดแน่นไปด้วยรถราติดขนัดผมลอบถอนหายใจด้วยความหนักใจเมื่อสีหน้าของพี่ชายมันบอกถึงความสุขของการได้กลับประเทศบ้านเกิดแต่แววตานั้นยังคงแฝงความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ที่มองยังไงก็รู้ว่าตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านไปแจจุงไม่เคยลืมใครคนนั้นได้เลย
บางครั้งเวลามันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาอย่างที่เราคิด
ทุกครั้งที่เราหนีหัวใจตัวเองเท่าไหร่มันกลับทำให้เจ็บปวดมากกว่าเดิม
การกลับสู่ความจริงคงเป็นทางเดียวที่จะเยียวยาได้
“นายไปตามหาร้านของแม่คืนมาได้ยังไง” สิ่งเดียวที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ก่อนท่านเสียมันหายจากเราไปหลายปีแต่กลับมาได้เพื่อนคนหนึ่งไปตามมันเจอ แต่ขอโทษด้วยนะแจจุงที่ฉันไม่สามารถบอกได้ว่าเพื่อนคนนั้นเป็นใคร
“พอดีเพื่อนของจุนซูเป็นเจ้าของร้านน่ะฉันเลยขอซื้อคืน” แจจุงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและไม่ได้ถามอะไรต่อ ดีแล้วล่ะเพราะไม่อย่างนั้นพี่ชายอาจจะไม่อยากได้ร้านนี้คืนอีกเลยตลอดไป
‘ไม่ต้องบอกเขาหรอกว่าฉันเป็นคนซื้อร้านนี้คืน แค่ให้มันยังเป็นของแจจุงก็พอ’
“ไว้ตอนเย็นๆ เราค่อยไปที่ร้านนะฉันขอเคลียร์งานแป็บนึง”
“ฉันก็ว่าจะนอนซักหน่อยเหมือนกัน” แน่ล่ะเล่นไปไกลยันยุโรปจะไม่เพลียกับการเดินทางให้มันรู้ไป
แจจุงยืนมองบ้านหลังเล็กที่จากไปอยู่นานแล้วระบายยิ้มออกมาด้วยความคิดถึงก่อนจะช่วยกันขนของเข้าไปเก็บในบ้าน ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเช่นกันทุกอย่างยังตั้งวางที่เดิมไม่ถูกขยับเยื่อนไปไหนมีก็แต่ปัดกวาดเช็ดถูเท่านั้นล่ะที่ผมกล้าทำอย่างอื่นไม่กล้าไปเปลี่ยนแปลงมันหรอกกลัวพี่ชายกลับมาแล้วจะไม่คุ้นเคย
“นายพอใจมั้ยที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”
“แน่นอนว่าฉันต้องพอใจอยู่แล้ว”
“งั้นนายขึ้นไปพักผ่อนเถอะแล้วตอนเย็นเราจะไปที่ร้านกัน”
“อืม…แล้วตอนเย็นเจอกัน”
แจจุงเปลี่ยนไปจริงๆ ด้วยแทนที่ระยะเวลาจะทำให้เขาดีขึ้นแต่มันกลับทำให้แววตานั้นเศร้าลง ที่ผ่านมานายต้องอดทนต่อความคิดถึงและต่อต้านความต้องการของหัวใจมากเลยใช่มั้ย ทั้งที่รู้ว่าทรมาณขนาดไหนหากต้องนอนร้องไห้คนเดียวแล้วทำไมนายถึงยังทำ เพราะกลัวเขาจะกลับมาทำร้ายนายอีกอย่างนั้นหรอ?
เพราะนายขี้ขลาดที่จะเดินกลับไปต่างหากคิมแจจุง!!
ผมเปิดประตูห้องนอนตัวเองเข้าไปกลิ่นน้ำหอมกลิ่นโปรดลอยกระทบจมูกฟุ้งในอากาศ แจจินแอบเอาน้ำหอมมาฉีดในห้องหรือไง? คิดถึงกันมากขนาดนั้นเลยล่ะสิน้องชาย ผมล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มลมหายใจพรั่งพรูอย่างเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ดวงตาเหม่อลอยอยู่กับเพดานสีขาวว่างเปล่า
เวลาเรากลับมาในที่เดิมๆ มันทำให้เราหวนกลับไปนึกถึงอะไรเดิมๆ
ฉันคิดถึงนาย…ชองยุนโฮ
นิตยสารข้างชั้นวางทีวีเรียกให้มือต้องหยิบมันขึ้นมาดู หน้าปกมีผู้ชายคุ้นตากับตัวหนังสือขนาดใหญ่เด่นอยู่ในนั้น ‘ผู้กำกับมือใหม่เตรียมวางแผนภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี’ งานนี้ยุนโฮเป็นคนรับผิดชอบอย่างนั้นหรอ?
เมื่อช่วงต้นปีได้ข่าวว่าเค้าผันตัวเองไปอยู่เบื้องหลัง ตลอดเวลาแจจินพยายามจะเล่าเรื่องของยุนโฮให้ฟังอยู่หลายครั้งแต่ผมก็มักจะเปลี่ยนเรื่องทุกครั้งที่ได้ยินเพราะการที่เราจะลืมใครเราก็ไม่อยากได้ยินเรื่องของเขา ไม่อยากรับรู้ความเป็นไปอะไรทั้งนั้น
หลังจากนอนหายใจทิ้งอยู่นานผมตัดสินใจโทรหายูชอนเพื่อรายงานให้เขารู้ว่าตอนนี้ได้กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว
“ฉันถึงบ้านแล้วนะ”
(นายน่าจะถึงได้ตั้งนานแล้วนะ ทำไมเพิ่งโทรหาฉันล่ะ)
“ฉันเหนื่อยนิดหน่อยก็เลยหลับไปน่ะ แต่ฉันก็ยังโทรหานายไม่ใช่หรือไง”
(ฮ่ะฮ่ะ นายไปนอนต่อเถอะยังไงก็ขอบใจนะที่โทรมาบอกน่ะ)
“……….ยูชอน” ผมเรียกเขาไว้ในตอนที่เขากำลังจะวางสาย
(หืม?.....ว่ายังไง)
“ฉัน………”
(พูดมาเถอะ ถือว่าฉันเป็นเพื่อนที่รู้จักนายดีที่สุด)
“ต่อให้ฉันหนีไปไกลแค่ไหนฉันก็ยังอยากกลับมาที่เดิมอยู่ดี”
(ก็ใจนายยังอยู่ที่เดิมไง นายจะเหยียบมันไว้ทำไมเพราะเท้าของนายมันจะยิ่งทำให้นายเจ็บ ลองถอยออกไปซักก้าวสิแจจุงแต่เป็นก้าวสั้นๆ นะค่อยๆ ก้าว)
“ฉันกลัวจะก้าวพลาด”
(แล้วนายลองก้าวหรือยัง ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรอว่ามันหมดเวลาของการโกหกแล้ว นี่มันคือความจริงนายควรจะยอมรับความจริง ที่ผ่านมายุนโฮรอนายมาพอแล้วนะ)
“แล้วที่ผ่านมาฉันเจ็บไม่พอหรอ”
(แล้วตอนนี้มันพอหรือยังที่นายต้องทำร้ายตัวเองให้เจ็บกว่าเดิม)
น้ำตาเจ้ากรรมไหลลงมาอีกแล้ว ใจฉันมันอ่อนให้นายอยู่เรื่อยเจ็บมาเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ทำเป็นเข้มแข็งสุดท้ายคิมแจจุงมันก็คนอ่อนแอดีๆ นี่เอง ต่อหน้าทำเป็นเก่งแต่ลับหลังช่างขี้ขลาดและงี่เล่า
ถูกของยูชอนในตอนนี้มันพอหรือยังกับการที่ต้องทำร้ายตัวเองให้เจ็บอยู่ฝ่ายเดียวทั้งที่ใครอีกคนก็เจ็บไม่ต่างกัน บวกลบคำนวนดูแลไม่มีอะไรดีขึ้นมากับเวลาสองปีที่สูญเสียไป ทุกวันมีความคิดถึงและโหยหาเพิ่มขึ้นไม่ใช่การลืมให้น้อยลง น้ำตาไหลจนนับหยดไม่ได้
สุดท้ายคนที่เจ็บที่สุดคือฉันเองไม่ใช่นายเลยยุนโฮ
“ฉันจะทำยังไงดียูชอน”
(นายรู้ดีว่าควรทำยังไง)
“ฉันไม่รู้…ฉันไม่รู้อะไรเลย”
ไม่รู้ว่าตอนนี้ทุกอย่างยังสามารถย้อนเวลาได้อีกหรือเปล่า
กระเป๋าเดินทางใบโต 2 – 3 ใบวางตั้งอยู่ปลายเตียง เจ้าของห้องเดินหยิบของจำเป็นที่เหลือทั่วห้องเพื่อแพ็คใส่กระเป๋าใบสุดท้าย โครงหน้าได้รูปหนีบเจ้ามือถือเครื่องบางเฉียบไว้กับไหล่ลาด ออกจะเร่งรีบไม่น้อยกับการเดินทางครั้งสุดท้ายที่ควรจะเริ่มต้นได้ตั้งนานแล้ว ครั้งนี้ถือเป็นครั้งสิ้นสุดของการหลบหนี…หัวใจ
“เข้าใจแล้วฉันกำลังเก็บของอยู่นี่ไง”
(นายจองตั๋วเครื่องบินแล้วใช่มั้ย จะถึงที่นั่นกี่โมง)
“ซัก 9 โมงได้ นายไม่ต้องห่วงหรอกยูชอนฉันคุยกับแจจินเรียบร้อยแล้วยังไงหมอนั่นก็ต้องมารับฉันก่อนเวลาอยู่แล้ว เพราะแจจินคิดถึงฉันจะตาย”
(ดูแล้วตัวเองด้วยแล้วกันถึงแล้วก็โทรหาฉันด้วย)
ฮู่ววววว….! ถึงแม้เราจะเป็นเพื่อนกันแต่ยูชอนก็แสดงความห่วงใยที่มีออกมาเหมือนเดิมเพียงแต่ตอนนี้เส้นแบ่งทางความสัมพันธ์มันชัดเจนว่าเราเป็นเพื่อนกัน เขายอมรับได้กับฐานะที่ผมให้และผมก็ยอมรับได้กับสิ่งที่เขาเป็นตอนนี้…ขอบใจนะยูชอนไม่ว่ายังไงนายก็ยังอยู่ข้างฉันเสมอ
ห้องสี่เหลี่ยมไม่แคบไม่ใหญ่จนเกินไปถึงเวลาต้องบอกลามันแล้ว ผมมองรอบๆ ห้องที่ถูกจำกัดพื้นที่ด้วยผนังสีเหลือง อาศัยอยู่มาเกือบปีอยู่ๆ ก็ต้องจากไปเพราะคนที่บ้านบ่นคิดถึงจนทนไม่ไหว อีกอย่างออสเตรียก็ไม่ใช่บ้านผม
และเมื่อกลับไปคิมแจจุงคงใจแข็งพอหากต้องเจอหน้าใครอีกคน
โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งด้วยความรำคาณผมหยิบมันขึ้นมากดรับทั้งที่ไม่ได้มองว่าสายเข้าเป็นใคร วันนี้มีคนโทรมาประมาณห้าคนได้
“ครับ”
(……………………….) ไม่มีเสียงตอบกลับนอกจากเสียงลมพัดไปมา ผมเลยดูเบอร์โทรเข้าอีกครั้งปรากฎว่ามันเป็นเบอร์ไม่รู้จัก
“นี่ใครครับ”
(……………………….)
“ถ้าไม่พูดผมจะวางแล้วนะ”
(……………จะ แจจุง!!)
“เห?? นี่ใครพูดครับ”
(ขะ ขอโทษครับ…ผมคงโทรผิด)
โทรผิด? คนโทรผิดเค้ารู้จักชื่อผมด้วยหรอจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นคนรับสาย ว่าแต่ใครกันนะที่โทรมา พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกน้ำเสียงนั้นมันช่างคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน…เฮ่อ! ช่างมันเถอะ
คงไม่ใช่ใครบางคนที่พยายามจะลืมไปแล้วหรอก
แต่เสียงนั้นมันก็เหมือนจนแยกความต่างไม่ออก
ใช่เขาหรือเปล่า เป็นคนนั้นหรือเปล่า? ลึกๆ ในใจหวังว่าจะใช่
“ทั้งที่พยายามจะลืมแต่นายกลับฝังลงไปในหัวฉันลึกลงทุกที ที่ผ่านมาฉันเคยลืมนายได้ที่ไหน ลืมไม่ลงเลยซักวัน”
นายลืมฉันไปหรือยัง ลืมหรือเปล่า
ยังคิดถึงฉันเหมือนที่ฉันคิดถึงนายมั้ย
ขอโทษที่ฉันมันขี้ขลาดหนีหัวใจตัวเองมาตั้งนาน
“ชองยุนโฮ”
“ทำไม…ใจฉันมีแต่นาย”
เมื่อไหร่ปากฉันจะเลิกไม่ตรงกับใจซักที
: Incheon Airport
ผู้โดยสารขาเข้านับร้อยชีวิตเดินกันมั่วจนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผมจะได้เจอพี่ชายที่หนีไปเที่ยวรอบโลกอยู่คนเดียว 2 ปีเต็ม!! ตลอดเวลานั้นแจจุงไม่ได้กลับบ้านเลยมีแค่โทรทางไกลหากันเท่านั้นแต่วันนี้พี่ชายของผมเค้าจะกลับมาแล้ว!!
นั่นไง! ผู้ชายหน้าหวาน ผมสีดำคลับ เดินเด่นมาแต่ไกลคนนั้นไง!!
ผมตะโกนเรียกเขาอยู่ที่ช่องรับผู้โดยสาร ด้วยความที่เราเหมือนกันทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้าและไม่มีอะไรเลยที่เปลี่ยนไปทำให้แจจุงมองหาผมได้ง่ายขึ้น เมื่อพี่ชายมองเห็นมือที่โบกไปมาเขาก็ยิ้มขำออกมาอย่างน่ารักและก็ยกมือตัวเองโบกขึ้นตอบ ทันทีที่ประชิดตัวได้ผมก็รีบกระโดดเข้ากอดแจจุงด้วยความคิดถึงจนพี่ชายเซ
“คิดถึงนายที่สุด!!”
“ฮ่ะๆ ฉันก็คิดถึงนายนะแจจิน”
“คิดถึงฉันแต่ก็ยังหนีไปตั้งไกล” ทิ้งน้องไว้คนเดียวแบบนี้มันน่าให้อภัยหรือไง
“ขอโทษนะแต่ว่าฉัน…”
“ช่างมันเถอะแค่นายกลับมาก็พอแล้ว” แต่เรื่องที่นายทำใจได้หรือเปล่าฉันจะไม่ถามแล้วกันนะเพราะนายคงไม่อยากจะพูดถึงมันอีก
“ฉันอยากไปร้านอาหารของแม่” ถึงนายไม่พูดฉันก็ต้องพานายไปอยู่แล้วในเมื่อมันเป็นของสำคัญสำหรับเราแต่ที่สำคัญกว่านั้นมันเป็นร้านอาหารที่ใครคนหนึ่งเอากลับคืนมาให้นายต่างหากแจจุง แม้วันนี้นายจะทำให้เขาคนนั้นกลายเป็นบ้าเพ้อจมอยู่กับความรักและความคิดถึงที่มีต่อนายก็ตามที
บนถนนอัดแน่นไปด้วยรถราติดขนัดผมลอบถอนหายใจด้วยความหนักใจเมื่อสีหน้าของพี่ชายมันบอกถึงความสุขของการได้กลับประเทศบ้านเกิดแต่แววตานั้นยังคงแฝงความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ที่มองยังไงก็รู้ว่าตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านไปแจจุงไม่เคยลืมใครคนนั้นได้เลย
บางครั้งเวลามันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาอย่างที่เราคิด
ทุกครั้งที่เราหนีหัวใจตัวเองเท่าไหร่มันกลับทำให้เจ็บปวดมากกว่าเดิม
การกลับสู่ความจริงคงเป็นทางเดียวที่จะเยียวยาได้
“นายไปตามหาร้านของแม่คืนมาได้ยังไง” สิ่งเดียวที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ก่อนท่านเสียมันหายจากเราไปหลายปีแต่กลับมาได้เพื่อนคนหนึ่งไปตามมันเจอ แต่ขอโทษด้วยนะแจจุงที่ฉันไม่สามารถบอกได้ว่าเพื่อนคนนั้นเป็นใคร
“พอดีเพื่อนของจุนซูเป็นเจ้าของร้านน่ะฉันเลยขอซื้อคืน” แจจุงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและไม่ได้ถามอะไรต่อ ดีแล้วล่ะเพราะไม่อย่างนั้นพี่ชายอาจจะไม่อยากได้ร้านนี้คืนอีกเลยตลอดไป
‘ไม่ต้องบอกเขาหรอกว่าฉันเป็นคนซื้อร้านนี้คืน แค่ให้มันยังเป็นของแจจุงก็พอ’
“ไว้ตอนเย็นๆ เราค่อยไปที่ร้านนะฉันขอเคลียร์งานแป็บนึง”
“ฉันก็ว่าจะนอนซักหน่อยเหมือนกัน” แน่ล่ะเล่นไปไกลยันยุโรปจะไม่เพลียกับการเดินทางให้มันรู้ไป
แจจุงยืนมองบ้านหลังเล็กที่จากไปอยู่นานแล้วระบายยิ้มออกมาด้วยความคิดถึงก่อนจะช่วยกันขนของเข้าไปเก็บในบ้าน ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเช่นกันทุกอย่างยังตั้งวางที่เดิมไม่ถูกขยับเยื่อนไปไหนมีก็แต่ปัดกวาดเช็ดถูเท่านั้นล่ะที่ผมกล้าทำอย่างอื่นไม่กล้าไปเปลี่ยนแปลงมันหรอกกลัวพี่ชายกลับมาแล้วจะไม่คุ้นเคย
“นายพอใจมั้ยที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”
“แน่นอนว่าฉันต้องพอใจอยู่แล้ว”
“งั้นนายขึ้นไปพักผ่อนเถอะแล้วตอนเย็นเราจะไปที่ร้านกัน”
“อืม…แล้วตอนเย็นเจอกัน”
แจจุงเปลี่ยนไปจริงๆ ด้วยแทนที่ระยะเวลาจะทำให้เขาดีขึ้นแต่มันกลับทำให้แววตานั้นเศร้าลง ที่ผ่านมานายต้องอดทนต่อความคิดถึงและต่อต้านความต้องการของหัวใจมากเลยใช่มั้ย ทั้งที่รู้ว่าทรมาณขนาดไหนหากต้องนอนร้องไห้คนเดียวแล้วทำไมนายถึงยังทำ เพราะกลัวเขาจะกลับมาทำร้ายนายอีกอย่างนั้นหรอ?
เพราะนายขี้ขลาดที่จะเดินกลับไปต่างหากคิมแจจุง!!
ผมเปิดประตูห้องนอนตัวเองเข้าไปกลิ่นน้ำหอมกลิ่นโปรดลอยกระทบจมูกฟุ้งในอากาศ แจจินแอบเอาน้ำหอมมาฉีดในห้องหรือไง? คิดถึงกันมากขนาดนั้นเลยล่ะสิน้องชาย ผมล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มลมหายใจพรั่งพรูอย่างเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ดวงตาเหม่อลอยอยู่กับเพดานสีขาวว่างเปล่า
เวลาเรากลับมาในที่เดิมๆ มันทำให้เราหวนกลับไปนึกถึงอะไรเดิมๆ
ฉันคิดถึงนาย…ชองยุนโฮ
นิตยสารข้างชั้นวางทีวีเรียกให้มือต้องหยิบมันขึ้นมาดู หน้าปกมีผู้ชายคุ้นตากับตัวหนังสือขนาดใหญ่เด่นอยู่ในนั้น ‘ผู้กำกับมือใหม่เตรียมวางแผนภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี’ งานนี้ยุนโฮเป็นคนรับผิดชอบอย่างนั้นหรอ?
เมื่อช่วงต้นปีได้ข่าวว่าเค้าผันตัวเองไปอยู่เบื้องหลัง ตลอดเวลาแจจินพยายามจะเล่าเรื่องของยุนโฮให้ฟังอยู่หลายครั้งแต่ผมก็มักจะเปลี่ยนเรื่องทุกครั้งที่ได้ยินเพราะการที่เราจะลืมใครเราก็ไม่อยากได้ยินเรื่องของเขา ไม่อยากรับรู้ความเป็นไปอะไรทั้งนั้น
หลังจากนอนหายใจทิ้งอยู่นานผมตัดสินใจโทรหายูชอนเพื่อรายงานให้เขารู้ว่าตอนนี้ได้กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว
“ฉันถึงบ้านแล้วนะ”
(นายน่าจะถึงได้ตั้งนานแล้วนะ ทำไมเพิ่งโทรหาฉันล่ะ)
“ฉันเหนื่อยนิดหน่อยก็เลยหลับไปน่ะ แต่ฉันก็ยังโทรหานายไม่ใช่หรือไง”
(ฮ่ะฮ่ะ นายไปนอนต่อเถอะยังไงก็ขอบใจนะที่โทรมาบอกน่ะ)
“……….ยูชอน” ผมเรียกเขาไว้ในตอนที่เขากำลังจะวางสาย
(หืม?.....ว่ายังไง)
“ฉัน………”
(พูดมาเถอะ ถือว่าฉันเป็นเพื่อนที่รู้จักนายดีที่สุด)
“ต่อให้ฉันหนีไปไกลแค่ไหนฉันก็ยังอยากกลับมาที่เดิมอยู่ดี”
(ก็ใจนายยังอยู่ที่เดิมไง นายจะเหยียบมันไว้ทำไมเพราะเท้าของนายมันจะยิ่งทำให้นายเจ็บ ลองถอยออกไปซักก้าวสิแจจุงแต่เป็นก้าวสั้นๆ นะค่อยๆ ก้าว)
“ฉันกลัวจะก้าวพลาด”
(แล้วนายลองก้าวหรือยัง ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรอว่ามันหมดเวลาของการโกหกแล้ว นี่มันคือความจริงนายควรจะยอมรับความจริง ที่ผ่านมายุนโฮรอนายมาพอแล้วนะ)
“แล้วที่ผ่านมาฉันเจ็บไม่พอหรอ”
(แล้วตอนนี้มันพอหรือยังที่นายต้องทำร้ายตัวเองให้เจ็บกว่าเดิม)
น้ำตาเจ้ากรรมไหลลงมาอีกแล้ว ใจฉันมันอ่อนให้นายอยู่เรื่อยเจ็บมาเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ทำเป็นเข้มแข็งสุดท้ายคิมแจจุงมันก็คนอ่อนแอดีๆ นี่เอง ต่อหน้าทำเป็นเก่งแต่ลับหลังช่างขี้ขลาดและงี่เล่า
ถูกของยูชอนในตอนนี้มันพอหรือยังกับการที่ต้องทำร้ายตัวเองให้เจ็บอยู่ฝ่ายเดียวทั้งที่ใครอีกคนก็เจ็บไม่ต่างกัน บวกลบคำนวนดูแลไม่มีอะไรดีขึ้นมากับเวลาสองปีที่สูญเสียไป ทุกวันมีความคิดถึงและโหยหาเพิ่มขึ้นไม่ใช่การลืมให้น้อยลง น้ำตาไหลจนนับหยดไม่ได้
สุดท้ายคนที่เจ็บที่สุดคือฉันเองไม่ใช่นายเลยยุนโฮ
“ฉันจะทำยังไงดียูชอน”
(นายรู้ดีว่าควรทำยังไง)
“ฉันไม่รู้…ฉันไม่รู้อะไรเลย”
ไม่รู้ว่าตอนนี้ทุกอย่างยังสามารถย้อนเวลาได้อีกหรือเปล่า
06.37PM @@Mom&Dad’s Restaurant
ป้ายร้านดีไซต์หรูแต่เรียบง่ายติดตัวโตอยู่หน้าร้าน กระดานช็อกน่ารักตั้งอยู่ข้างประตูกระจกบานใสเขียนเมนูอาหารพิเศษประจำวันไว้ 4 – 5 เมนู พร้อมเวลาเปิด – ปิดแขวนไว้กับที่จับประตู และตอนนี้ป้ายนั้นก็โชว์คำว่า ‘Opened’ เพื่อเชิญชวนลูกค้าและบอกเวลาทำงาน
ร้านอาหารกึ่งบาร์บรรยากาศสบายๆ แบบนี้…นานมากแล้วนะที่ผมไม่ได้มาเยือนที่นี่อีกเลยนับตั้งแต่วันที่พ่อแม่เสียและมันถูกขายไป แต่ยังไงก็ตามต้องขอบคุณแจจินที่ทำให้มันกลับมามีสภาพเหมือนเดิมได้ทุกอย่าง ทั้งน้ำพุหน้าร้าน รวมถึงของในร้าน สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือชื่อร้านแต่ก็ยังมีชื่อเก่าติดอยู่ใต้ชื่อใหม่เพื่อให้ลูกค้าเก่าจำได้
แจจินถามอยู่นานว่าจะใช้ชื่อเก่าดีหรือเปล่าแต่ผมบอกให้ใช้ชื่อใหม่เป็นชื่อนี้เพื่อไว้ระลึกถึงพ่อกับแม่และแจจินก็เห็นด้วย แต่วันนี้น้องชายตัวดีกลับไปธุระด่วนกับเจ้านายเสียได้ทิ้งให้ผมต้องมาที่นี่คนเดียวด้วยความรู้สึกแปลกจนยากจะอธิบาย
ผมผลักประตูเข้าไปด้วยความไม่คุ้นชินทั้งที่ตอนเด็กๆ อยู่ที่นี่แทบเหมือนบ้านหลังที่สอง รอยยิ้มระบายออกอย่างมีความสุขเมื่อเห็นลูกค้าเต็มร้านแต่แล้วตัวผมก็ต้องเซเมื่อใครคนหนึ่งวิ่งเข้ากอดไว้ด้วยแรงทั้งหมด…กลิ่นน้ำหอมใหม่หรอ? ไม่คุ้นจมูกเลยแฮะ
“นึกว่าลืมเกาหลีไปแล้ว! นึกว่านายจะเปลี่ยนใจไม่ให้อภัยฉัน”
“ใครจะไปทำแบบนั้นได้ลงล่ะจุนซู ให้ตายยังไงนายก็เพื่อนฉันนะ”
ต่อให้นายจะทำผิดแค่ไหนแต่นายก็คือ ‘เพื่อนของฉัน’
ถึงแม้เมื่อก่อนนายจะทำร้ายฉันไว้มากแค่ไหนแต่ฉันก็ตัดนายไม่ได้
เห็นว่าจุนซูจะเข้ามาดูร้านให้ทุกวันที่มีเวลาแต่หลังจากวันนี้คงเป็นหน้าที่ผมที่ต้องเข้ามาดูแลแทนเพราะจุนซูแค่มาทำหน้าที่จำเป็นในเวลาที่ผมไม่อยู่เท่านั้น ตอนนี้จุนซูไม่ได้เป็นดาราโด่งดังเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขาเปลี่ยนตัวเองไปเป็นเอเจนซี่ในการจัดอีเว้นท์ต่างๆ และเห็นว่างานล้นมือซะด้วย!
ไม่น่าเชื่อว่าในเวลา 2 ปีที่ผมหายไปจากเกาหลีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายที่คาดไม่ถึงและผมก็ไม่รู้เลยว่ามันเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เพราะจมอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่จนลืมข้างหลังว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“อยากทานอะไรดีครับอาหารร้านเราอร่อยทุกอย่าง” เป็นนายเฝ้าร้านเหมือนเดิมจะดีกว่ามั้ยเนี่ย
“ฮ่ะฮ่ะ ขอกาแฟแก้วเดียวก็พอแล้ว”
จุนซูหายไป 10 นาทีกลับมาพร้อมวางกาแฟรสโปรดของผมลงตรงหน้าแล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เราเลือกที่นั่งติดกระจกเพื่อจะมองบรรยากาศยามพลบค่ำไปเพลินๆ ฤดูร้อนนี้ดูสดใสกว่าปีที่ผ่านมาเยอะเลยแฮะ
“คนเยอะแบบนี้ทุกวันหรือเปล่า”
“ทุกวันแหละ ยิ่งวันหยุดคนยิ่งเยอะจนต้องต่อคิวหน้าร้าน”
“ขนาดนั้น?” เพื่อนรักพยักหน้าแทนคำตอบ
“ขอบใจนะจุนซูที่อุตส่าห์มาช่วยเฝ้าร้านให้ถ้าไม่ได้นายแจจินคงเหนื่อยแย่”
“งั้นตอบมาซิว่านอกจากญี่ปุ่น นิวยอร์ค ไต้หวัน ออสเตรีย นายยังหนีไปที่ไหนมาอีกหรือเปล่า 2 ปีมันนานจนนายเที่ยวได้รอบโลกเลยนะ”
“ตอนแรกก็กะว่าจะเที่ยวรอบโลกแต่ว่าไม่ดีกว่าเงินไม่พอ”
“นายดูดีขึ้นมากเลยนะเหมือนกลับไปเป็นแจจุงสมัยมัธยม”
เพราะว่าลืมเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่ผ่านไปได้แล้วมั้ง มันอยู่กับผมจนทำให้ผมลืมว่าความจริงแล้วตัวเองเป็นใคร มัวแต่พูดโกหกจนลืมพูดความจริง
“เอ่อ…แจจุง…ยูชอนน่ะ…”
“เค้าสบายดี เดี๋ยวเดือนหน้าก็กลับมาแล้ว”
“………………………”
“ยูชอนได้โทรหานายบ้างหรือเปล่าจุนซู”
หรือว่าคำถามนี้จะทำร้ายจุนซู? คนตัวเล็กก้มหน้างุดจนคางแทบชิดอกหลังจากนั้นผมก็เห็นดวงตาใสสะท้อนความเจ็บปวดออกมาเป็นน้ำตา นั่นหมายความว่าเกือบ 3 ปีที่ผ่านไปยูชอนไม่เคยติดต่อจุนซูเลยสักครั้งอย่างนั้นหรอ? เป็นไปได้ยังไงก็ตอนที่ผมเจอยูชอนที่นิวยอร์คเค้าก็ดูมีความสุขดีนี่
“อย่าร้องเลยนะจุนซู ยูชอนอาจจะมีเหตุผลก็ได้”
“ฉันไม่เป็นไรหรอก…เราไปดูหลังร้านกันเถอะเผื่อนายจะคุยกับคนอื่นด้วย”
“จุนซู…” ไม่ฟังคำเรียกผมเลยกลับเดินลิ่วไปหลังร้าน นายมันอ่อนแอขนาดนี้ยังจะทำเป็นเข้มแข็งอีกนะ
ไปว่าจุนซูไม่ดูตัวเองเลยนะแจจุงว่าอ่อนแอกว่าใครเสียอีก
ผมใช้เวลาอยู่ที่ร้านจนกระทั่งไฟทุกดวงปิดหมดและพนักงานกลับบ้านกันไปหมดแล้ว แม้กระทั่งจุนซูผมก็เพิ่งไล่เขากลับไปเมื่อกี้นี้เองตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับบ้านบ้างแล้วล่ะ
ลมในฤดูร้อนไม่พอให้อากาศอบอ้าวหายไปได้เลย ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่กับวันแรกของการกลับบ้านเกิดได้สิ้นสุดลงด้วยอารมณ์ที่หลากหลายแต่ที่เด่นชัดนั่นคงเป็น…คิดถึงใครบางคน
ผมเดินเอื่อยเชื่องช้าอย่างไม่ได้ใส่ใจว่าตอนนี้มันจะตีหนึ่งอยู่รอมล่อแต่แล้วเท้าก็ต้องหยุดกับที่ จะก้าวก็ก้าวไม่ออกเมื่อผู้ชายที่กำลังเดินไปยังรถยนต์สีดำคันนั้นมันคุ้นเคยเสียใจจนเต้นแรงเหมือนกลองรัวอยู่ข้างใน
คนในความคิด, เด่นชัดเจนอยู่ตรงหน้า…เพียงแค่มือเอื้อม
แทบหยุดหายใจเมื่อเขามองกลับมาด้วยแววตาตกตะลึงไม่น้อย เสียงเหมือนพยายามจะเค้นคำพูดออกมาสักคำแต่กลับจุกอึกอักอยู่ในลำคอจนไม่สามารถเปล่งเสียงใดออกมาได้…สุดท้ายทำได้เพียงหันหลังกลับทางเดิม
แต่แล้ว…
มือใหญ่อันอบอุ่นคว้าข้อมือผมไว้แล้วกระชากเข้าหาตัวเขากอดไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี กอดแน่นจนผมแทบจมมิดหายไปในความอบอุ่นนั้น จากนั้นสัมผัสอุ่นชื้นก็เกิดขึ้นบนไหล่ของผม
ชองยุนโฮผู้เจ้าเล่ห์หลั่งน้ำตาง่ายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“ในที่สุดฉันก็เจอนาย ขอบคุณนะที่กลับมา”
“…………………………………………….”
“ฮึก…ฉันจะเป็นบ้าเพราะนายอยู่แล้วคิมแจจุง!!”
“นาย…ปล่อยฉัน ฉันไม่ได้กลับมาเพราะนาย”
พูดเอง เจ็บเอง ทำตัวเอง
ร้องไห้ทำไมล่ะคิมแจจุงผลักเขาออกจากอ้อมกอดเองแล้วมาเจ็บเองแบบนี้น่ะหรอ น่าสมเพชสิ้นดี! ตอนไม่เจอหน้าก็โหยหาพอเขามากอดกลับผลักไส นี่ไงชองยุนโฮคนที่ต้องการอยู่ตรงหน้านี่ไง ยืนอยู่ตรงหน้านายนี่ไงไอ้โง่เอ๊ย!!
สองมือกุมพวงมาลัยแน่น ซบหน้าลงกับหลังมือแล้วร้องไห้อย่างคนบ้า ไม่ใช่ผมที่ร้องไห้อยู่คนเดียวแต่ผู้ชายที่อยู่ในรถคันข้างๆ นั้นก็กำลังร้องไห้ไม่ต่างกัน เสียงสะอื้นดังก้องอยู่ในรถสะท้อนจนน่าวังเวง เจ็บจุกไปหมดทั้งใจ
รักแล้วยังไง อยากเจอแล้วยังไง คิดถึงแล้วยังไง ต้องการให้เขาเปลี่ยนอะไรเพื่อเราตั้งหลายอย่างแต่พอได้มันมากลับหยิ่งเฉยเมยใส่ เจ็บไม่พอสินะคิมแจจุง
“ฮือๆ…นายทำให้ฉันเป็นบ้าอีกแล้ว ฮึก!...ฮือ ฮือ…”
ผมพยายามสงบสติอารมณ์ให้หยุดร้องไห้ รู้สึกว่าการหนีหัวใจตัวเองจะทำให้คิมแจจุงกลายเป็นคนอ่อนแอยังไงอย่างนั้น สองปีที่ผ่านมาผมร้องไห้ง่ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน…ไปหมดแล้วคิมแจจุงผู้เข้มแข็ง
“แจจุง!!” ยุนโฮลงจากรถตัวเองมาทุบประตูรถและเรียกชื่อผมนับครั้งไม่ถ้วน ในรถเงียบสนิทจนได้ยินชัดทุกถ้อนคำที่เขาพูดออกมา
“นายรู้ว่าฉันตามหานายมาตลอดสองปี และฉันก็รู้ว่านายเองก็เจ็บไม่ต่างกันไม่อย่างนั้นนายคงไม่ร้องไห้แบบนี้หรอก”
“บอกฉันเถอะนะแจจุงว่านายรักฉัน…ได้โปรด”
“แจจุง…”
พอเถอะยุนโฮ ได้โปรดหยุดคำพูดของนายไว้เพียงเท่านี้จะได้มั้ย
ฉันรักนายแต่ฉันเดินกลับไปหานายไม่ได้ ฉันเดินมาไกลพอแล้ว
ในวันที่ฉันอยู่ใกล้แค่เอื้อมนายกลับทำเหมือนว่ามันไกลเกินจะคว้า
แต่พอฉันเดินจากไปนายกลับไขว่คว้าฉันที่อยู่เกินเอื้อม
มันยุติธรรมสำหรับหัวใจของฉันแล้วหรอ
ทางที่ดีที่สุด…ทางใครทางมันเหมือนเราไม่เคยรู้จักกันเถอะนะยุนโฮ
“…ตั้งแต่วันนั้นที่นายไล่ฉันออกจากบ้านไม่มีซักวันที่ฉันไม่รอนาย ไม่มีสักครั้งที่เลิกตามหานาย ไม่มีซักนาทีที่จะไม่คิดถึงนาย”
“ฉันรู้ว่ามันเลวแค่ไหนที่ทำร้ายหัวใจนาย แต่ขอแค่จากนี้นายจะเชื่อฉันได้มั้ย”
“ช่วยฟังแต่ความจริงที่ฉันจะพูดได้มั้ย”
“มันหมดเวลาของการโกหกแล้วไม่ใช่หรอแจจุง นี่มันคือโลกแห่งความจริงนะ”
“ได้โปรดใช้ความจริงจากใจของนายฟังความจริงจากปากของฉันได้มั้ย”
“……………………………”
‘ลองถอยออกไปซักก้าวสิแจจุงแต่เป็นก้าวสั้นๆ นะค่อยๆ ก้าว’
ป้ายร้านดีไซต์หรูแต่เรียบง่ายติดตัวโตอยู่หน้าร้าน กระดานช็อกน่ารักตั้งอยู่ข้างประตูกระจกบานใสเขียนเมนูอาหารพิเศษประจำวันไว้ 4 – 5 เมนู พร้อมเวลาเปิด – ปิดแขวนไว้กับที่จับประตู และตอนนี้ป้ายนั้นก็โชว์คำว่า ‘Opened’ เพื่อเชิญชวนลูกค้าและบอกเวลาทำงาน
ร้านอาหารกึ่งบาร์บรรยากาศสบายๆ แบบนี้…นานมากแล้วนะที่ผมไม่ได้มาเยือนที่นี่อีกเลยนับตั้งแต่วันที่พ่อแม่เสียและมันถูกขายไป แต่ยังไงก็ตามต้องขอบคุณแจจินที่ทำให้มันกลับมามีสภาพเหมือนเดิมได้ทุกอย่าง ทั้งน้ำพุหน้าร้าน รวมถึงของในร้าน สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือชื่อร้านแต่ก็ยังมีชื่อเก่าติดอยู่ใต้ชื่อใหม่เพื่อให้ลูกค้าเก่าจำได้
แจจินถามอยู่นานว่าจะใช้ชื่อเก่าดีหรือเปล่าแต่ผมบอกให้ใช้ชื่อใหม่เป็นชื่อนี้เพื่อไว้ระลึกถึงพ่อกับแม่และแจจินก็เห็นด้วย แต่วันนี้น้องชายตัวดีกลับไปธุระด่วนกับเจ้านายเสียได้ทิ้งให้ผมต้องมาที่นี่คนเดียวด้วยความรู้สึกแปลกจนยากจะอธิบาย
ผมผลักประตูเข้าไปด้วยความไม่คุ้นชินทั้งที่ตอนเด็กๆ อยู่ที่นี่แทบเหมือนบ้านหลังที่สอง รอยยิ้มระบายออกอย่างมีความสุขเมื่อเห็นลูกค้าเต็มร้านแต่แล้วตัวผมก็ต้องเซเมื่อใครคนหนึ่งวิ่งเข้ากอดไว้ด้วยแรงทั้งหมด…กลิ่นน้ำหอมใหม่หรอ? ไม่คุ้นจมูกเลยแฮะ
“นึกว่าลืมเกาหลีไปแล้ว! นึกว่านายจะเปลี่ยนใจไม่ให้อภัยฉัน”
“ใครจะไปทำแบบนั้นได้ลงล่ะจุนซู ให้ตายยังไงนายก็เพื่อนฉันนะ”
ต่อให้นายจะทำผิดแค่ไหนแต่นายก็คือ ‘เพื่อนของฉัน’
ถึงแม้เมื่อก่อนนายจะทำร้ายฉันไว้มากแค่ไหนแต่ฉันก็ตัดนายไม่ได้
เห็นว่าจุนซูจะเข้ามาดูร้านให้ทุกวันที่มีเวลาแต่หลังจากวันนี้คงเป็นหน้าที่ผมที่ต้องเข้ามาดูแลแทนเพราะจุนซูแค่มาทำหน้าที่จำเป็นในเวลาที่ผมไม่อยู่เท่านั้น ตอนนี้จุนซูไม่ได้เป็นดาราโด่งดังเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขาเปลี่ยนตัวเองไปเป็นเอเจนซี่ในการจัดอีเว้นท์ต่างๆ และเห็นว่างานล้นมือซะด้วย!
ไม่น่าเชื่อว่าในเวลา 2 ปีที่ผมหายไปจากเกาหลีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายที่คาดไม่ถึงและผมก็ไม่รู้เลยว่ามันเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เพราะจมอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่จนลืมข้างหลังว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“อยากทานอะไรดีครับอาหารร้านเราอร่อยทุกอย่าง” เป็นนายเฝ้าร้านเหมือนเดิมจะดีกว่ามั้ยเนี่ย
“ฮ่ะฮ่ะ ขอกาแฟแก้วเดียวก็พอแล้ว”
จุนซูหายไป 10 นาทีกลับมาพร้อมวางกาแฟรสโปรดของผมลงตรงหน้าแล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เราเลือกที่นั่งติดกระจกเพื่อจะมองบรรยากาศยามพลบค่ำไปเพลินๆ ฤดูร้อนนี้ดูสดใสกว่าปีที่ผ่านมาเยอะเลยแฮะ
“คนเยอะแบบนี้ทุกวันหรือเปล่า”
“ทุกวันแหละ ยิ่งวันหยุดคนยิ่งเยอะจนต้องต่อคิวหน้าร้าน”
“ขนาดนั้น?” เพื่อนรักพยักหน้าแทนคำตอบ
“ขอบใจนะจุนซูที่อุตส่าห์มาช่วยเฝ้าร้านให้ถ้าไม่ได้นายแจจินคงเหนื่อยแย่”
“งั้นตอบมาซิว่านอกจากญี่ปุ่น นิวยอร์ค ไต้หวัน ออสเตรีย นายยังหนีไปที่ไหนมาอีกหรือเปล่า 2 ปีมันนานจนนายเที่ยวได้รอบโลกเลยนะ”
“ตอนแรกก็กะว่าจะเที่ยวรอบโลกแต่ว่าไม่ดีกว่าเงินไม่พอ”
“นายดูดีขึ้นมากเลยนะเหมือนกลับไปเป็นแจจุงสมัยมัธยม”
เพราะว่าลืมเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่ผ่านไปได้แล้วมั้ง มันอยู่กับผมจนทำให้ผมลืมว่าความจริงแล้วตัวเองเป็นใคร มัวแต่พูดโกหกจนลืมพูดความจริง
“เอ่อ…แจจุง…ยูชอนน่ะ…”
“เค้าสบายดี เดี๋ยวเดือนหน้าก็กลับมาแล้ว”
“………………………”
“ยูชอนได้โทรหานายบ้างหรือเปล่าจุนซู”
หรือว่าคำถามนี้จะทำร้ายจุนซู? คนตัวเล็กก้มหน้างุดจนคางแทบชิดอกหลังจากนั้นผมก็เห็นดวงตาใสสะท้อนความเจ็บปวดออกมาเป็นน้ำตา นั่นหมายความว่าเกือบ 3 ปีที่ผ่านไปยูชอนไม่เคยติดต่อจุนซูเลยสักครั้งอย่างนั้นหรอ? เป็นไปได้ยังไงก็ตอนที่ผมเจอยูชอนที่นิวยอร์คเค้าก็ดูมีความสุขดีนี่
“อย่าร้องเลยนะจุนซู ยูชอนอาจจะมีเหตุผลก็ได้”
“ฉันไม่เป็นไรหรอก…เราไปดูหลังร้านกันเถอะเผื่อนายจะคุยกับคนอื่นด้วย”
“จุนซู…” ไม่ฟังคำเรียกผมเลยกลับเดินลิ่วไปหลังร้าน นายมันอ่อนแอขนาดนี้ยังจะทำเป็นเข้มแข็งอีกนะ
ไปว่าจุนซูไม่ดูตัวเองเลยนะแจจุงว่าอ่อนแอกว่าใครเสียอีก
ผมใช้เวลาอยู่ที่ร้านจนกระทั่งไฟทุกดวงปิดหมดและพนักงานกลับบ้านกันไปหมดแล้ว แม้กระทั่งจุนซูผมก็เพิ่งไล่เขากลับไปเมื่อกี้นี้เองตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับบ้านบ้างแล้วล่ะ
ลมในฤดูร้อนไม่พอให้อากาศอบอ้าวหายไปได้เลย ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่กับวันแรกของการกลับบ้านเกิดได้สิ้นสุดลงด้วยอารมณ์ที่หลากหลายแต่ที่เด่นชัดนั่นคงเป็น…คิดถึงใครบางคน
ผมเดินเอื่อยเชื่องช้าอย่างไม่ได้ใส่ใจว่าตอนนี้มันจะตีหนึ่งอยู่รอมล่อแต่แล้วเท้าก็ต้องหยุดกับที่ จะก้าวก็ก้าวไม่ออกเมื่อผู้ชายที่กำลังเดินไปยังรถยนต์สีดำคันนั้นมันคุ้นเคยเสียใจจนเต้นแรงเหมือนกลองรัวอยู่ข้างใน
คนในความคิด, เด่นชัดเจนอยู่ตรงหน้า…เพียงแค่มือเอื้อม
แทบหยุดหายใจเมื่อเขามองกลับมาด้วยแววตาตกตะลึงไม่น้อย เสียงเหมือนพยายามจะเค้นคำพูดออกมาสักคำแต่กลับจุกอึกอักอยู่ในลำคอจนไม่สามารถเปล่งเสียงใดออกมาได้…สุดท้ายทำได้เพียงหันหลังกลับทางเดิม
แต่แล้ว…
มือใหญ่อันอบอุ่นคว้าข้อมือผมไว้แล้วกระชากเข้าหาตัวเขากอดไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี กอดแน่นจนผมแทบจมมิดหายไปในความอบอุ่นนั้น จากนั้นสัมผัสอุ่นชื้นก็เกิดขึ้นบนไหล่ของผม
ชองยุนโฮผู้เจ้าเล่ห์หลั่งน้ำตาง่ายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“ในที่สุดฉันก็เจอนาย ขอบคุณนะที่กลับมา”
“…………………………………………….”
“ฮึก…ฉันจะเป็นบ้าเพราะนายอยู่แล้วคิมแจจุง!!”
“นาย…ปล่อยฉัน ฉันไม่ได้กลับมาเพราะนาย”
พูดเอง เจ็บเอง ทำตัวเอง
ร้องไห้ทำไมล่ะคิมแจจุงผลักเขาออกจากอ้อมกอดเองแล้วมาเจ็บเองแบบนี้น่ะหรอ น่าสมเพชสิ้นดี! ตอนไม่เจอหน้าก็โหยหาพอเขามากอดกลับผลักไส นี่ไงชองยุนโฮคนที่ต้องการอยู่ตรงหน้านี่ไง ยืนอยู่ตรงหน้านายนี่ไงไอ้โง่เอ๊ย!!
สองมือกุมพวงมาลัยแน่น ซบหน้าลงกับหลังมือแล้วร้องไห้อย่างคนบ้า ไม่ใช่ผมที่ร้องไห้อยู่คนเดียวแต่ผู้ชายที่อยู่ในรถคันข้างๆ นั้นก็กำลังร้องไห้ไม่ต่างกัน เสียงสะอื้นดังก้องอยู่ในรถสะท้อนจนน่าวังเวง เจ็บจุกไปหมดทั้งใจ
รักแล้วยังไง อยากเจอแล้วยังไง คิดถึงแล้วยังไง ต้องการให้เขาเปลี่ยนอะไรเพื่อเราตั้งหลายอย่างแต่พอได้มันมากลับหยิ่งเฉยเมยใส่ เจ็บไม่พอสินะคิมแจจุง
“ฮือๆ…นายทำให้ฉันเป็นบ้าอีกแล้ว ฮึก!...ฮือ ฮือ…”
ผมพยายามสงบสติอารมณ์ให้หยุดร้องไห้ รู้สึกว่าการหนีหัวใจตัวเองจะทำให้คิมแจจุงกลายเป็นคนอ่อนแอยังไงอย่างนั้น สองปีที่ผ่านมาผมร้องไห้ง่ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน…ไปหมดแล้วคิมแจจุงผู้เข้มแข็ง
“แจจุง!!” ยุนโฮลงจากรถตัวเองมาทุบประตูรถและเรียกชื่อผมนับครั้งไม่ถ้วน ในรถเงียบสนิทจนได้ยินชัดทุกถ้อนคำที่เขาพูดออกมา
“นายรู้ว่าฉันตามหานายมาตลอดสองปี และฉันก็รู้ว่านายเองก็เจ็บไม่ต่างกันไม่อย่างนั้นนายคงไม่ร้องไห้แบบนี้หรอก”
“บอกฉันเถอะนะแจจุงว่านายรักฉัน…ได้โปรด”
“แจจุง…”
พอเถอะยุนโฮ ได้โปรดหยุดคำพูดของนายไว้เพียงเท่านี้จะได้มั้ย
ฉันรักนายแต่ฉันเดินกลับไปหานายไม่ได้ ฉันเดินมาไกลพอแล้ว
ในวันที่ฉันอยู่ใกล้แค่เอื้อมนายกลับทำเหมือนว่ามันไกลเกินจะคว้า
แต่พอฉันเดินจากไปนายกลับไขว่คว้าฉันที่อยู่เกินเอื้อม
มันยุติธรรมสำหรับหัวใจของฉันแล้วหรอ
ทางที่ดีที่สุด…ทางใครทางมันเหมือนเราไม่เคยรู้จักกันเถอะนะยุนโฮ
“…ตั้งแต่วันนั้นที่นายไล่ฉันออกจากบ้านไม่มีซักวันที่ฉันไม่รอนาย ไม่มีสักครั้งที่เลิกตามหานาย ไม่มีซักนาทีที่จะไม่คิดถึงนาย”
“ฉันรู้ว่ามันเลวแค่ไหนที่ทำร้ายหัวใจนาย แต่ขอแค่จากนี้นายจะเชื่อฉันได้มั้ย”
“ช่วยฟังแต่ความจริงที่ฉันจะพูดได้มั้ย”
“มันหมดเวลาของการโกหกแล้วไม่ใช่หรอแจจุง นี่มันคือโลกแห่งความจริงนะ”
“ได้โปรดใช้ความจริงจากใจของนายฟังความจริงจากปากของฉันได้มั้ย”
“……………………………”
‘ลองถอยออกไปซักก้าวสิแจจุงแต่เป็นก้าวสั้นๆ นะค่อยๆ ก้าว’
TBC.