[Fic] THE TRUTH (01)

posted on 06 Feb 2012 20:47 by mantener
T H E 'T R U T H' - 01


กระเป๋าเดินทางใบโต 2 – 3 ใบวางตั้งอยู่ปลายเตียง เจ้าของห้องเดินหยิบของจำเป็นที่เหลือทั่วห้องเพื่อแพ็คใส่กระเป๋าใบสุดท้าย โครงหน้าได้รูปหนีบเจ้ามือถือเครื่องบางเฉียบไว้กับไหล่ลาด ออกจะเร่งรีบไม่น้อยกับการเดินทางครั้งสุดท้ายที่ควรจะเริ่มต้นได้ตั้งนานแล้ว ครั้งนี้ถือเป็นครั้งสิ้นสุดของการหลบหนี…หัวใจ



“เข้าใจแล้วฉันกำลังเก็บของอยู่นี่ไง”

(นายจองตั๋วเครื่องบินแล้วใช่มั้ย จะถึงที่นั่นกี่โมง)

“ซัก 9 โมงได้ นายไม่ต้องห่วงหรอกยูชอนฉันคุยกับแจจินเรียบร้อยแล้วยังไงหมอนั่นก็ต้องมารับฉันก่อนเวลาอยู่แล้ว เพราะแจจินคิดถึงฉันจะตาย”

(ดูแล้วตัวเองด้วยแล้วกันถึงแล้วก็โทรหาฉันด้วย)



ฮู่ววววว….! ถึงแม้เราจะเป็นเพื่อนกันแต่ยูชอนก็แสดงความห่วงใยที่มีออกมาเหมือนเดิมเพียงแต่ตอนนี้เส้นแบ่งทางความสัมพันธ์มันชัดเจนว่าเราเป็นเพื่อนกัน เขายอมรับได้กับฐานะที่ผมให้และผมก็ยอมรับได้กับสิ่งที่เขาเป็นตอนนี้…ขอบใจนะยูชอนไม่ว่ายังไงนายก็ยังอยู่ข้างฉันเสมอ



ห้องสี่เหลี่ยมไม่แคบไม่ใหญ่จนเกินไปถึงเวลาต้องบอกลามันแล้ว ผมมองรอบๆ ห้องที่ถูกจำกัดพื้นที่ด้วยผนังสีเหลือง อาศัยอยู่มาเกือบปีอยู่ๆ ก็ต้องจากไปเพราะคนที่บ้านบ่นคิดถึงจนทนไม่ไหว อีกอย่างออสเตรียก็ไม่ใช่บ้านผม



และเมื่อกลับไปคิมแจจุงคงใจแข็งพอหากต้องเจอหน้าใครอีกคน



โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งด้วยความรำคาณผมหยิบมันขึ้นมากดรับทั้งที่ไม่ได้มองว่าสายเข้าเป็นใคร วันนี้มีคนโทรมาประมาณห้าคนได้



“ครับ”

(……………………….) ไม่มีเสียงตอบกลับนอกจากเสียงลมพัดไปมา ผมเลยดูเบอร์โทรเข้าอีกครั้งปรากฎว่ามันเป็นเบอร์ไม่รู้จัก

“นี่ใครครับ”

(……………………….)

“ถ้าไม่พูดผมจะวางแล้วนะ”

(……………จะ แจจุง!!)

“เห?? นี่ใครพูดครับ”

(ขะ ขอโทษครับ…ผมคงโทรผิด)



โทรผิด? คนโทรผิดเค้ารู้จักชื่อผมด้วยหรอจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นคนรับสาย ว่าแต่ใครกันนะที่โทรมา พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกน้ำเสียงนั้นมันช่างคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน…เฮ่อ! ช่างมันเถอะ



คงไม่ใช่ใครบางคนที่พยายามจะลืมไปแล้วหรอก

แต่เสียงนั้นมันก็เหมือนจนแยกความต่างไม่ออก

ใช่เขาหรือเปล่า เป็นคนนั้นหรือเปล่า? ลึกๆ ในใจหวังว่าจะใช่



“ทั้งที่พยายามจะลืมแต่นายกลับฝังลงไปในหัวฉันลึกลงทุกที ที่ผ่านมาฉันเคยลืมนายได้ที่ไหน ลืมไม่ลงเลยซักวัน”



นายลืมฉันไปหรือยัง ลืมหรือเปล่า

ยังคิดถึงฉันเหมือนที่ฉันคิดถึงนายมั้ย

ขอโทษที่ฉันมันขี้ขลาดหนีหัวใจตัวเองมาตั้งนาน



“ชองยุนโฮ”

“ทำไม…ใจฉันมีแต่นาย”

เมื่อไหร่ปากฉันจะเลิกไม่ตรงกับใจซักที







: Incheon Airport


ผู้โดยสารขาเข้านับร้อยชีวิตเดินกันมั่วจนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผมจะได้เจอพี่ชายที่หนีไปเที่ยวรอบโลกอยู่คนเดียว 2 ปีเต็ม!! ตลอดเวลานั้นแจจุงไม่ได้กลับบ้านเลยมีแค่โทรทางไกลหากันเท่านั้นแต่วันนี้พี่ชายของผมเค้าจะกลับมาแล้ว!!



นั่นไง! ผู้ชายหน้าหวาน ผมสีดำคลับ เดินเด่นมาแต่ไกลคนนั้นไง!!



ผมตะโกนเรียกเขาอยู่ที่ช่องรับผู้โดยสาร ด้วยความที่เราเหมือนกันทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้าและไม่มีอะไรเลยที่เปลี่ยนไปทำให้แจจุงมองหาผมได้ง่ายขึ้น เมื่อพี่ชายมองเห็นมือที่โบกไปมาเขาก็ยิ้มขำออกมาอย่างน่ารักและก็ยกมือตัวเองโบกขึ้นตอบ ทันทีที่ประชิดตัวได้ผมก็รีบกระโดดเข้ากอดแจจุงด้วยความคิดถึงจนพี่ชายเซ



“คิดถึงนายที่สุด!!”

“ฮ่ะๆ ฉันก็คิดถึงนายนะแจจิน”

“คิดถึงฉันแต่ก็ยังหนีไปตั้งไกล” ทิ้งน้องไว้คนเดียวแบบนี้มันน่าให้อภัยหรือไง

“ขอโทษนะแต่ว่าฉัน…”


“ช่างมันเถอะแค่นายกลับมาก็พอแล้ว” แต่เรื่องที่นายทำใจได้หรือเปล่าฉันจะไม่ถามแล้วกันนะเพราะนายคงไม่อยากจะพูดถึงมันอีก


“ฉันอยากไปร้านอาหารของแม่” ถึงนายไม่พูดฉันก็ต้องพานายไปอยู่แล้วในเมื่อมันเป็นของสำคัญสำหรับเราแต่ที่สำคัญกว่านั้นมันเป็นร้านอาหารที่ใครคนหนึ่งเอากลับคืนมาให้นายต่างหากแจจุง แม้วันนี้นายจะทำให้เขาคนนั้นกลายเป็นบ้าเพ้อจมอยู่กับความรักและความคิดถึงที่มีต่อนายก็ตามที


บนถนนอัดแน่นไปด้วยรถราติดขนัดผมลอบถอนหายใจด้วยความหนักใจเมื่อสีหน้าของพี่ชายมันบอกถึงความสุขของการได้กลับประเทศบ้านเกิดแต่แววตานั้นยังคงแฝงความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ที่มองยังไงก็รู้ว่าตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านไปแจจุงไม่เคยลืมใครคนนั้นได้เลย


บางครั้งเวลามันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาอย่างที่เราคิด

ทุกครั้งที่เราหนีหัวใจตัวเองเท่าไหร่มันกลับทำให้เจ็บปวดมากกว่าเดิม

การกลับสู่ความจริงคงเป็นทางเดียวที่จะเยียวยาได้



“นายไปตามหาร้านของแม่คืนมาได้ยังไง” สิ่งเดียวที่พ่อกับแม่ทิ้งไว้ก่อนท่านเสียมันหายจากเราไปหลายปีแต่กลับมาได้เพื่อนคนหนึ่งไปตามมันเจอ แต่ขอโทษด้วยนะแจจุงที่ฉันไม่สามารถบอกได้ว่าเพื่อนคนนั้นเป็นใคร


“พอดีเพื่อนของจุนซูเป็นเจ้าของร้านน่ะฉันเลยขอซื้อคืน” แจจุงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและไม่ได้ถามอะไรต่อ ดีแล้วล่ะเพราะไม่อย่างนั้นพี่ชายอาจจะไม่อยากได้ร้านนี้คืนอีกเลยตลอดไป



‘ไม่ต้องบอกเขาหรอกว่าฉันเป็นคนซื้อร้านนี้คืน แค่ให้มันยังเป็นของแจจุงก็พอ’



“ไว้ตอนเย็นๆ เราค่อยไปที่ร้านนะฉันขอเคลียร์งานแป็บนึง”

“ฉันก็ว่าจะนอนซักหน่อยเหมือนกัน” แน่ล่ะเล่นไปไกลยันยุโรปจะไม่เพลียกับการเดินทางให้มันรู้ไป


แจจุงยืนมองบ้านหลังเล็กที่จากไปอยู่นานแล้วระบายยิ้มออกมาด้วยความคิดถึงก่อนจะช่วยกันขนของเข้าไปเก็บในบ้าน ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเช่นกันทุกอย่างยังตั้งวางที่เดิมไม่ถูกขยับเยื่อนไปไหนมีก็แต่ปัดกวาดเช็ดถูเท่านั้นล่ะที่ผมกล้าทำอย่างอื่นไม่กล้าไปเปลี่ยนแปลงมันหรอกกลัวพี่ชายกลับมาแล้วจะไม่คุ้นเคย



“นายพอใจมั้ยที่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”

“แน่นอนว่าฉันต้องพอใจอยู่แล้ว”

“งั้นนายขึ้นไปพักผ่อนเถอะแล้วตอนเย็นเราจะไปที่ร้านกัน”

“อืม…แล้วตอนเย็นเจอกัน”



แจจุงเปลี่ยนไปจริงๆ ด้วยแทนที่ระยะเวลาจะทำให้เขาดีขึ้นแต่มันกลับทำให้แววตานั้นเศร้าลง ที่ผ่านมานายต้องอดทนต่อความคิดถึงและต่อต้านความต้องการของหัวใจมากเลยใช่มั้ย ทั้งที่รู้ว่าทรมาณขนาดไหนหากต้องนอนร้องไห้คนเดียวแล้วทำไมนายถึงยังทำ เพราะกลัวเขาจะกลับมาทำร้ายนายอีกอย่างนั้นหรอ?
เพราะนายขี้ขลาดที่จะเดินกลับไปต่างหากคิมแจจุง!!



ผมเปิดประตูห้องนอนตัวเองเข้าไปกลิ่นน้ำหอมกลิ่นโปรดลอยกระทบจมูกฟุ้งในอากาศ แจจินแอบเอาน้ำหอมมาฉีดในห้องหรือไง? คิดถึงกันมากขนาดนั้นเลยล่ะสิน้องชาย ผมล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มลมหายใจพรั่งพรูอย่างเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ดวงตาเหม่อลอยอยู่กับเพดานสีขาวว่างเปล่า


เวลาเรากลับมาในที่เดิมๆ มันทำให้เราหวนกลับไปนึกถึงอะไรเดิมๆ


ฉันคิดถึงนาย…ชองยุนโฮ


นิตยสารข้างชั้นวางทีวีเรียกให้มือต้องหยิบมันขึ้นมาดู หน้าปกมีผู้ชายคุ้นตากับตัวหนังสือขนาดใหญ่เด่นอยู่ในนั้น ‘ผู้กำกับมือใหม่เตรียมวางแผนภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี’ งานนี้ยุนโฮเป็นคนรับผิดชอบอย่างนั้นหรอ?
เมื่อช่วงต้นปีได้ข่าวว่าเค้าผันตัวเองไปอยู่เบื้องหลัง ตลอดเวลาแจจินพยายามจะเล่าเรื่องของยุนโฮให้ฟังอยู่หลายครั้งแต่ผมก็มักจะเปลี่ยนเรื่องทุกครั้งที่ได้ยินเพราะการที่เราจะลืมใครเราก็ไม่อยากได้ยินเรื่องของเขา ไม่อยากรับรู้ความเป็นไปอะไรทั้งนั้น



หลังจากนอนหายใจทิ้งอยู่นานผมตัดสินใจโทรหายูชอนเพื่อรายงานให้เขารู้ว่าตอนนี้ได้กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว



“ฉันถึงบ้านแล้วนะ”

(นายน่าจะถึงได้ตั้งนานแล้วนะ ทำไมเพิ่งโทรหาฉันล่ะ)

“ฉันเหนื่อยนิดหน่อยก็เลยหลับไปน่ะ แต่ฉันก็ยังโทรหานายไม่ใช่หรือไง”

(ฮ่ะฮ่ะ นายไปนอนต่อเถอะยังไงก็ขอบใจนะที่โทรมาบอกน่ะ)

“……….ยูชอน” ผมเรียกเขาไว้ในตอนที่เขากำลังจะวางสาย

(หืม?.....ว่ายังไง)

“ฉัน………”

(พูดมาเถอะ ถือว่าฉันเป็นเพื่อนที่รู้จักนายดีที่สุด)

“ต่อให้ฉันหนีไปไกลแค่ไหนฉันก็ยังอยากกลับมาที่เดิมอยู่ดี”

(ก็ใจนายยังอยู่ที่เดิมไง นายจะเหยียบมันไว้ทำไมเพราะเท้าของนายมันจะยิ่งทำให้นายเจ็บ ลองถอยออกไปซักก้าวสิแจจุงแต่เป็นก้าวสั้นๆ นะค่อยๆ ก้าว)

“ฉันกลัวจะก้าวพลาด”

(แล้วนายลองก้าวหรือยัง ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรอว่ามันหมดเวลาของการโกหกแล้ว นี่มันคือความจริงนายควรจะยอมรับความจริง ที่ผ่านมายุนโฮรอนายมาพอแล้วนะ)

“แล้วที่ผ่านมาฉันเจ็บไม่พอหรอ”

(แล้วตอนนี้มันพอหรือยังที่นายต้องทำร้ายตัวเองให้เจ็บกว่าเดิม)



น้ำตาเจ้ากรรมไหลลงมาอีกแล้ว ใจฉันมันอ่อนให้นายอยู่เรื่อยเจ็บมาเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ ทำเป็นเข้มแข็งสุดท้ายคิมแจจุงมันก็คนอ่อนแอดีๆ นี่เอง ต่อหน้าทำเป็นเก่งแต่ลับหลังช่างขี้ขลาดและงี่เล่า



ถูกของยูชอนในตอนนี้มันพอหรือยังกับการที่ต้องทำร้ายตัวเองให้เจ็บอยู่ฝ่ายเดียวทั้งที่ใครอีกคนก็เจ็บไม่ต่างกัน บวกลบคำนวนดูแลไม่มีอะไรดีขึ้นมากับเวลาสองปีที่สูญเสียไป ทุกวันมีความคิดถึงและโหยหาเพิ่มขึ้นไม่ใช่การลืมให้น้อยลง น้ำตาไหลจนนับหยดไม่ได้



สุดท้ายคนที่เจ็บที่สุดคือฉันเองไม่ใช่นายเลยยุนโฮ



“ฉันจะทำยังไงดียูชอน”

(นายรู้ดีว่าควรทำยังไง)

“ฉันไม่รู้…ฉันไม่รู้อะไรเลย”

ไม่รู้ว่าตอนนี้ทุกอย่างยังสามารถย้อนเวลาได้อีกหรือเปล่า
 
 
 
 
 
 
 
06.37PM @@Mom&Dad’s Restaurant



ป้ายร้านดีไซต์หรูแต่เรียบง่ายติดตัวโตอยู่หน้าร้าน กระดานช็อกน่ารักตั้งอยู่ข้างประตูกระจกบานใสเขียนเมนูอาหารพิเศษประจำวันไว้ 4 – 5 เมนู พร้อมเวลาเปิด – ปิดแขวนไว้กับที่จับประตู และตอนนี้ป้ายนั้นก็โชว์คำว่า ‘Opened’ เพื่อเชิญชวนลูกค้าและบอกเวลาทำงาน 



ร้านอาหารกึ่งบาร์บรรยากาศสบายๆ แบบนี้…นานมากแล้วนะที่ผมไม่ได้มาเยือนที่นี่อีกเลยนับตั้งแต่วันที่พ่อแม่เสียและมันถูกขายไป แต่ยังไงก็ตามต้องขอบคุณแจจินที่ทำให้มันกลับมามีสภาพเหมือนเดิมได้ทุกอย่าง ทั้งน้ำพุหน้าร้าน รวมถึงของในร้าน สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือชื่อร้านแต่ก็ยังมีชื่อเก่าติดอยู่ใต้ชื่อใหม่เพื่อให้ลูกค้าเก่าจำได้



แจจินถามอยู่นานว่าจะใช้ชื่อเก่าดีหรือเปล่าแต่ผมบอกให้ใช้ชื่อใหม่เป็นชื่อนี้เพื่อไว้ระลึกถึงพ่อกับแม่และแจจินก็เห็นด้วย แต่วันนี้น้องชายตัวดีกลับไปธุระด่วนกับเจ้านายเสียได้ทิ้งให้ผมต้องมาที่นี่คนเดียวด้วยความรู้สึกแปลกจนยากจะอธิบาย



ผมผลักประตูเข้าไปด้วยความไม่คุ้นชินทั้งที่ตอนเด็กๆ อยู่ที่นี่แทบเหมือนบ้านหลังที่สอง รอยยิ้มระบายออกอย่างมีความสุขเมื่อเห็นลูกค้าเต็มร้านแต่แล้วตัวผมก็ต้องเซเมื่อใครคนหนึ่งวิ่งเข้ากอดไว้ด้วยแรงทั้งหมด…กลิ่นน้ำหอมใหม่หรอ? ไม่คุ้นจมูกเลยแฮะ



“นึกว่าลืมเกาหลีไปแล้ว! นึกว่านายจะเปลี่ยนใจไม่ให้อภัยฉัน”

“ใครจะไปทำแบบนั้นได้ลงล่ะจุนซู ให้ตายยังไงนายก็เพื่อนฉันนะ”



ต่อให้นายจะทำผิดแค่ไหนแต่นายก็คือ ‘เพื่อนของฉัน’

ถึงแม้เมื่อก่อนนายจะทำร้ายฉันไว้มากแค่ไหนแต่ฉันก็ตัดนายไม่ได้ 



เห็นว่าจุนซูจะเข้ามาดูร้านให้ทุกวันที่มีเวลาแต่หลังจากวันนี้คงเป็นหน้าที่ผมที่ต้องเข้ามาดูแลแทนเพราะจุนซูแค่มาทำหน้าที่จำเป็นในเวลาที่ผมไม่อยู่เท่านั้น ตอนนี้จุนซูไม่ได้เป็นดาราโด่งดังเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขาเปลี่ยนตัวเองไปเป็นเอเจนซี่ในการจัดอีเว้นท์ต่างๆ และเห็นว่างานล้นมือซะด้วย!



ไม่น่าเชื่อว่าในเวลา 2 ปีที่ผมหายไปจากเกาหลีจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายที่คาดไม่ถึงและผมก็ไม่รู้เลยว่ามันเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เพราะจมอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ตัวเองอยู่จนลืมข้างหลังว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง



“อยากทานอะไรดีครับอาหารร้านเราอร่อยทุกอย่าง” เป็นนายเฝ้าร้านเหมือนเดิมจะดีกว่ามั้ยเนี่ย

“ฮ่ะฮ่ะ ขอกาแฟแก้วเดียวก็พอแล้ว”



จุนซูหายไป 10 นาทีกลับมาพร้อมวางกาแฟรสโปรดของผมลงตรงหน้าแล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เราเลือกที่นั่งติดกระจกเพื่อจะมองบรรยากาศยามพลบค่ำไปเพลินๆ ฤดูร้อนนี้ดูสดใสกว่าปีที่ผ่านมาเยอะเลยแฮะ



“คนเยอะแบบนี้ทุกวันหรือเปล่า”

“ทุกวันแหละ ยิ่งวันหยุดคนยิ่งเยอะจนต้องต่อคิวหน้าร้าน”

“ขนาดนั้น?” เพื่อนรักพยักหน้าแทนคำตอบ

“ขอบใจนะจุนซูที่อุตส่าห์มาช่วยเฝ้าร้านให้ถ้าไม่ได้นายแจจินคงเหนื่อยแย่”

“งั้นตอบมาซิว่านอกจากญี่ปุ่น นิวยอร์ค ไต้หวัน ออสเตรีย นายยังหนีไปที่ไหนมาอีกหรือเปล่า 2 ปีมันนานจนนายเที่ยวได้รอบโลกเลยนะ”

“ตอนแรกก็กะว่าจะเที่ยวรอบโลกแต่ว่าไม่ดีกว่าเงินไม่พอ”

“นายดูดีขึ้นมากเลยนะเหมือนกลับไปเป็นแจจุงสมัยมัธยม”



เพราะว่าลืมเรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่ผ่านไปได้แล้วมั้ง มันอยู่กับผมจนทำให้ผมลืมว่าความจริงแล้วตัวเองเป็นใคร มัวแต่พูดโกหกจนลืมพูดความจริง



“เอ่อ…แจจุง…ยูชอนน่ะ…”

“เค้าสบายดี เดี๋ยวเดือนหน้าก็กลับมาแล้ว”

“………………………”

“ยูชอนได้โทรหานายบ้างหรือเปล่าจุนซู”



หรือว่าคำถามนี้จะทำร้ายจุนซู? คนตัวเล็กก้มหน้างุดจนคางแทบชิดอกหลังจากนั้นผมก็เห็นดวงตาใสสะท้อนความเจ็บปวดออกมาเป็นน้ำตา นั่นหมายความว่าเกือบ 3 ปีที่ผ่านไปยูชอนไม่เคยติดต่อจุนซูเลยสักครั้งอย่างนั้นหรอ? เป็นไปได้ยังไงก็ตอนที่ผมเจอยูชอนที่นิวยอร์คเค้าก็ดูมีความสุขดีนี่



“อย่าร้องเลยนะจุนซู ยูชอนอาจจะมีเหตุผลก็ได้”

“ฉันไม่เป็นไรหรอก…เราไปดูหลังร้านกันเถอะเผื่อนายจะคุยกับคนอื่นด้วย”

“จุนซู…” ไม่ฟังคำเรียกผมเลยกลับเดินลิ่วไปหลังร้าน นายมันอ่อนแอขนาดนี้ยังจะทำเป็นเข้มแข็งอีกนะ
ไปว่าจุนซูไม่ดูตัวเองเลยนะแจจุงว่าอ่อนแอกว่าใครเสียอีก








ผมใช้เวลาอยู่ที่ร้านจนกระทั่งไฟทุกดวงปิดหมดและพนักงานกลับบ้านกันไปหมดแล้ว แม้กระทั่งจุนซูผมก็เพิ่งไล่เขากลับไปเมื่อกี้นี้เองตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับบ้านบ้างแล้วล่ะ



ลมในฤดูร้อนไม่พอให้อากาศอบอ้าวหายไปได้เลย ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่กับวันแรกของการกลับบ้านเกิดได้สิ้นสุดลงด้วยอารมณ์ที่หลากหลายแต่ที่เด่นชัดนั่นคงเป็น…คิดถึงใครบางคน 



ผมเดินเอื่อยเชื่องช้าอย่างไม่ได้ใส่ใจว่าตอนนี้มันจะตีหนึ่งอยู่รอมล่อแต่แล้วเท้าก็ต้องหยุดกับที่ จะก้าวก็ก้าวไม่ออกเมื่อผู้ชายที่กำลังเดินไปยังรถยนต์สีดำคันนั้นมันคุ้นเคยเสียใจจนเต้นแรงเหมือนกลองรัวอยู่ข้างใน
คนในความคิด, เด่นชัดเจนอยู่ตรงหน้า…เพียงแค่มือเอื้อม



แทบหยุดหายใจเมื่อเขามองกลับมาด้วยแววตาตกตะลึงไม่น้อย เสียงเหมือนพยายามจะเค้นคำพูดออกมาสักคำแต่กลับจุกอึกอักอยู่ในลำคอจนไม่สามารถเปล่งเสียงใดออกมาได้…สุดท้ายทำได้เพียงหันหลังกลับทางเดิม



แต่แล้ว…



มือใหญ่อันอบอุ่นคว้าข้อมือผมไว้แล้วกระชากเข้าหาตัวเขากอดไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มี กอดแน่นจนผมแทบจมมิดหายไปในความอบอุ่นนั้น จากนั้นสัมผัสอุ่นชื้นก็เกิดขึ้นบนไหล่ของผม



ชองยุนโฮผู้เจ้าเล่ห์หลั่งน้ำตาง่ายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน



“ในที่สุดฉันก็เจอนาย ขอบคุณนะที่กลับมา”

“…………………………………………….”

“ฮึก…ฉันจะเป็นบ้าเพราะนายอยู่แล้วคิมแจจุง!!”

“นาย…ปล่อยฉัน ฉันไม่ได้กลับมาเพราะนาย”






พูดเอง เจ็บเอง ทำตัวเอง


ร้องไห้ทำไมล่ะคิมแจจุงผลักเขาออกจากอ้อมกอดเองแล้วมาเจ็บเองแบบนี้น่ะหรอ น่าสมเพชสิ้นดี! ตอนไม่เจอหน้าก็โหยหาพอเขามากอดกลับผลักไส นี่ไงชองยุนโฮคนที่ต้องการอยู่ตรงหน้านี่ไง ยืนอยู่ตรงหน้านายนี่ไงไอ้โง่เอ๊ย!!



สองมือกุมพวงมาลัยแน่น ซบหน้าลงกับหลังมือแล้วร้องไห้อย่างคนบ้า ไม่ใช่ผมที่ร้องไห้อยู่คนเดียวแต่ผู้ชายที่อยู่ในรถคันข้างๆ นั้นก็กำลังร้องไห้ไม่ต่างกัน เสียงสะอื้นดังก้องอยู่ในรถสะท้อนจนน่าวังเวง เจ็บจุกไปหมดทั้งใจ



รักแล้วยังไง อยากเจอแล้วยังไง คิดถึงแล้วยังไง ต้องการให้เขาเปลี่ยนอะไรเพื่อเราตั้งหลายอย่างแต่พอได้มันมากลับหยิ่งเฉยเมยใส่ เจ็บไม่พอสินะคิมแจจุง



“ฮือๆ…นายทำให้ฉันเป็นบ้าอีกแล้ว ฮึก!...ฮือ ฮือ…”



ผมพยายามสงบสติอารมณ์ให้หยุดร้องไห้ รู้สึกว่าการหนีหัวใจตัวเองจะทำให้คิมแจจุงกลายเป็นคนอ่อนแอยังไงอย่างนั้น สองปีที่ผ่านมาผมร้องไห้ง่ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน…ไปหมดแล้วคิมแจจุงผู้เข้มแข็ง



“แจจุง!!” ยุนโฮลงจากรถตัวเองมาทุบประตูรถและเรียกชื่อผมนับครั้งไม่ถ้วน ในรถเงียบสนิทจนได้ยินชัดทุกถ้อนคำที่เขาพูดออกมา


“นายรู้ว่าฉันตามหานายมาตลอดสองปี และฉันก็รู้ว่านายเองก็เจ็บไม่ต่างกันไม่อย่างนั้นนายคงไม่ร้องไห้แบบนี้หรอก”


“บอกฉันเถอะนะแจจุงว่านายรักฉัน…ได้โปรด”

“แจจุง…”



พอเถอะยุนโฮ ได้โปรดหยุดคำพูดของนายไว้เพียงเท่านี้จะได้มั้ย

ฉันรักนายแต่ฉันเดินกลับไปหานายไม่ได้ ฉันเดินมาไกลพอแล้ว

ในวันที่ฉันอยู่ใกล้แค่เอื้อมนายกลับทำเหมือนว่ามันไกลเกินจะคว้า

แต่พอฉันเดินจากไปนายกลับไขว่คว้าฉันที่อยู่เกินเอื้อม

มันยุติธรรมสำหรับหัวใจของฉันแล้วหรอ

ทางที่ดีที่สุด…ทางใครทางมันเหมือนเราไม่เคยรู้จักกันเถอะนะยุนโฮ



“…ตั้งแต่วันนั้นที่นายไล่ฉันออกจากบ้านไม่มีซักวันที่ฉันไม่รอนาย ไม่มีสักครั้งที่เลิกตามหานาย ไม่มีซักนาทีที่จะไม่คิดถึงนาย”



“ฉันรู้ว่ามันเลวแค่ไหนที่ทำร้ายหัวใจนาย แต่ขอแค่จากนี้นายจะเชื่อฉันได้มั้ย”

“ช่วยฟังแต่ความจริงที่ฉันจะพูดได้มั้ย”

“มันหมดเวลาของการโกหกแล้วไม่ใช่หรอแจจุง นี่มันคือโลกแห่งความจริงนะ”

“ได้โปรดใช้ความจริงจากใจของนายฟังความจริงจากปากของฉันได้มั้ย”

“……………………………”






‘ลองถอยออกไปซักก้าวสิแจจุงแต่เป็นก้าวสั้นๆ นะค่อยๆ ก้าว’

 
 
 
 
 
 
TBC.

[Fic] Apple of my/our eye : 09

posted on 25 Jan 2012 16:42 by mantener
*Apple of my/our eye :: 09




ผืนน้ำเย็นกระเพื่อมเป็นคลื่นเมื่อเกิดการเคลื่อนไหว สองร่างว่ายน้ำสวนกันไปมาในสระน้ำกว้างบนชั้นสูงสุดของคอนโดช่างเงียบเชียบได้ยินแต่เสียงพัดไหวของสายลมและต้นไม้ที่ประดับประดาให้ความสวยงาม ความจริงมันเป็นคอนโดของยูชอนแต่ผมเข้าออกที่นี่บ่อยเพราะมาว่ายน้ำกับยุนโฮนี่ล่ะ มันเงียบและเป็นส่วนตัวดี


วันนี้เราทั้งคู่ไปซ้อมละครกันตั้งแต่เที่ยง พอเลิกเรียนก็ไปเลยผมกลัวว่าวันจริงจะลืมเพราะมันก็อีกแค่ไม่กี่วันเอง กว่าจะซ้อมเสร็จก็ 2 ทุ่มแล้วยุนโฮเลยเสนอทางเลือกที่จะทำให้ผมผ่อนคลายด้วยการว่ายน้ำและผมก็ตกลงทันที ก็ไม่ได้ว่ายน้ำมาตั้งนานแล้วนี่นา มีโอกาสทั้งที่ไม่ตอบรับได้ไง ><


“อ๊ะ! ยุนโฮ!!” สองแขนยาวโอบรอบเอวเล็กอยู่ใต้น้ำ คนขี้แกล้งชอบทำให้ตกใจอยู่เรื่อย!

“แกล้งผมอีกแล้ว!”

“เหนื่อยแล้วหรือไงมาเกาะขอบสระแบบนี้น่ะ”

“แล้วยุนโฮมายืนเกาะขอบสระแบบผมทำไมล่ะ” ผมว่าแล้วพยุงตัวขึ้นนั่งบนขอบสระก่อนยุนโฮจะนั่งตาม
คืนนี้ลมเย็นดีจัง ฟ้าเปิดกว้างมองเห็นดาวได้ถนัดตา นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้มาว่าน้ำแบบนี้…มันคงดีกว่านี้ถ้าได้ไปเล่นน้ำทะเลถ้าบอกยุนโฮเขาจะยอมพาไปเที่ยวหรือเปล่านะ อย่างน้อยแค่รับปากว่าจะพาไปก็ดีใจแล้วล่ะ


“ยุนโฮ~ ว่างเมื่อไหร่เราไปทะเลกันมั้ย”

“เอ๋! อยากไปทะเลหรอ?” พยักหน้าแทนคำตอบอย่างหนักแน่น

ยุนโฮทำท่าครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะพาตัวเองลงไปสัมผัสกับผืนน้ำเย็นเฉียบนั้นอีกครั้ง นี่ไม่ได้สนใจที่ผมพูดเลยหรือไง? ไม่ได้ยินหรอว่านางฟ้าของยุนโฮอยากไปทะเลนะ ทำไมต้องมาทำเมินใส่เนี่ย!!


“ชองยุนโฮ!!!” เรียกเขาเสียงดังลั่นอยากไม่เกรงใจใคร ยังไงสระน้ำชั้นสูงสุดของคอนโดนี้ก็มีแค่เราสองคนตะโกนไปใครก็ไม่ได้ยินหรอก! แต่เจ้าของชื่อนี่สิมัวแต่ว่ายน้ำทำหูทวนลมซะอย่างนั้น คนนิสัยไม่ดี!


ผมตัดสินใจกลับไปว่ายน้ำอีกครั้ง ทำเป็นเมินพ่อเทพบุตรใจร้ายที่ไม่ยอมสนใจแฟนอย่างผมสักนิด แต่พอว่ายไปไม่ถึงครึ่งทางของสระกว้างความตกใจก็เข้าครอบคุมอีกครั้ง…ชองยุนโฮแกล้งผมอีกแล้ว! เขาโผล่มาจากน้ำลึกด้านหลังแล้วก็จูบผมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวก่อนเราสองคนจะใช้อากาศร่วมกันใต้น้ำ ถ่ายเทออกซิเจนให้กันผ่านเรียวปากอยู่เนิ่นนาน


ร่างกายเปลือยเปล่ามีเพียงกางเกงว่ายน้ำตัวเดียวที่เราต่างสวมใส่ อ้อมกอดมอบให้แก่กันจนลืมความหนาวเย็นของผิวน้ำ สุดท้ายอากาศที่ยุนโฮมอบให้ก็ไม่เพียงพอจนต้องฉุดเขาขึ้นมาจากใต้น้ำแล้วหอบหายใจอยู่นาน


“คนบ้า!” อดว่าไม่ได้คนอะไรเอาแต่ใจชะมัดเลย…แต่ก็รักที่สุดนะ ><

“ฮ่าๆ หน้าแดงหมดเลย” ยุนโฮหัวเราะ!!! ไม่บ่อยนักหรอกที่จะเห็นเขาหัวเราะดังๆ แบบนี้และมันก็ทำให้ผมหัวเราะตามไปด้วยจนหน้าแดงมากกว่าเดิม


ผมโผกอดยุนโฮเพื่อเรียกหาความอบอุ่น เขาโยกตัวไปมาแล้วร้องเพลงให้ฟังอย่างไพเราะ น้ำมันเย็นดีนะแต่ผมกลับอบอุ่นจนยากจะบรรยาย ถ้าเรามาว่ายน้ำด้วยกันทุกวันแบบนี้ก็ดีเนอะ


“ว่างยาวๆ เมื่อไหร่ค่อยไปทะเลเนอะ ตอนนี้ไม่ค่อยว่างเลย”

“จริงนะ! สัญญาก่อนเร็ว!!” ผละจากอ้อมกอดแล้วชูนิ้วก้อยขอคำสัญญาจากสุดที่รักแสนใจดี

“งั้นแจจุงก็ต้องสัญญาด้วยว่าจะเชื่อยุนโฮคนนี้คนเดียวก็พอแล้ว” หมายถึงว่าห้ามเชื่อคนอื่น ไม่ว่าใครจะพูดยังไงก็ให้เชื่อแค่คนที่กอดผมอยู่คนนี้คนเดียวสินะ

“แน่นอน! คิมแจจุงคนนี้ขอสัญญา!”

“ดีมาก! ผมก็สัญญาเหมือนกันว่าจะพาแจจุงไปทะเล”


ใครเอ่ย? ใจดี หล่อ สูง เทพบุตร!! = ชองยุนโฮของคิมแจจุง! ><







ชองยุนโฮไม่ยอมกลับบ้านอีกแล้ว


กว่าจะถึงอพาร์ทเม้นก็ 5 ทุ่มแล้วอุตส่าห์ไปว่ายน้ำไม่ได้ช่วยให้หายเหนื่อยไปกว่าเดิมเท่าไหร่เลย ทำไมถึงได้ง่วงและง่วงแบบนี้นะ! หลังจากที่เราอาบน้ำด้วยกันผมก็มานั่งพิงหัวเตียงและแจจุงก็หย่อนตัวลงกลางหว่างขานั่งพิงผมอีกที กำลังเป่ากลุ่มผมนิ่มให้เขาล่ะกลิ่นแชมพูหอมลอยวนในอากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศชวนหลับสิ้นดี


เขาบอกว่าผมไม่ยอมกลับบ้านเพราะใช้เหตุผลว่าดึกมากแล้วมาอ้างและมันเป็นประโยคคล้อยตามที่ทำให้เขาอนุญาตให้คนเจ้าเล่ห์นอนที่นี่…แจจุงบอกว่า ‘ก็เห็นว่ามันดึกมากและจะอันตรายมากด้วยถ้าขับรถตอนกลางคืนทั้งที่ร่างกายเหนื่อยล้าขนาดนี้’...ไม่ได้อยากนอนด้วยจริงๆ น่ะหรือที่รัก


“หลับหรือยัง” เจ้าของชุดนอนสีชมพูเงียบสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอเหมือนคนเข้าสู่นิทราไปแล้ว…แบบนี้หลับไปแล้วสินะ


ผมค่อยๆ จัดท่านอนให้นางฟ้าได้หลับสบายอย่างเบามือที่สุดก่อนจะปิดไฟและล้มตัวลงนอนแต่ยังไม่ทันไรมือถือเจ้ากรรมก็ดันส่งเสียงร้องออกมา ใครกันจะโทรมาในเวลานี้?...แม่งั้นหรอ? โทรมาทำไมนะ ทั้งที่คิดว่าจะไม่รับสายเพราะถ้ารับก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างแต่สุดท้ายก็กดรับอยู่ดี


“ครับแม่”

(ลูกอยู่ไหนยุนโฮ)

“ผม…อยู่บ้านเพื่อน แม่มีอะไรหรือเปล่าครับ”

(แม่แค่อยากให้ลูกกลับบ้านให้บ่อยขึ้น พ่อกำลังจับตาดูลูกอยู่นะ)


หมายความว่าความรักระหว่างผมกับแจจุงกำลังมีใครเข้ามาก้าวก่ายงั้นหรอ


“พรุ่งนี้ผมจะกลับบ้าน แม่ไปนอนเถอะ…ฝันดีนะครับ”


เมื่อไหร่พ่อจะเข้าใจว่าผมโตจนดูแลตัวเองและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้ ทำไมท่านถึงต้องคอยควบคุมพฤติกรรมเหมือนผมเป็นเด็กมัธยม แบบนี้เราต้องเจอกันน้อยลงหรือเปล่าแจจุงไม่อย่างนั้นความรักของเราจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ คนอย่างพ่อทำได้ทุกอย่างแค่เอ่ยปากแม้ท่านไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลแต่แค่ท่านใช้เงินอะไรก็ได้ทั้งนั้นที่ท่านต้องการ แต่เงินมากมายขนาดนั้น…ซื้อความรักของยุนโฮและแจจุงไม่ได้


“แม่โทรมาหรอ” ยังไม่นอนอีกหรอเนี่ย? หรือคุยโทรศัพท์จนนางฟ้าตื่นนะ?


สองแขนเรียวอ้าออกร้องหาอ้อมกอดจนผมต้องนอนลงข้างเขาและกอดไว้อย่างที่นางฟ้าต้องการ ตัวเล็กซุกหาอกกว้างกอดตอบอย่างไม่รีรอ ในความมืดสัมผัสได้ถึงน้ำอุ่นๆ ที่หยดกระทบบนแขนยาว…นางฟ้าร้องไห้ นานเท่าไหร่แล้วที่แจจุงไม่ได้ร้องไห้ จะเรียกได้ว่าตั้งแต่คบกันมาเขาแทบไม่เคยเสียน้ำตา แต่วันนี้…


“ร้องไห้ทำไม อย่าโกหกนะ” กอดเขาให้แน่นขึ้นให้อบอุ่นพอกับเสียงสะอื้นที่ดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าสงสาร

“ฮึก…ฮือๆ ฮือ…”

“นางฟ้า….อย่าร้องไห้แบบนี้สิมันเจ็บจังเลย”

“เรา…ฮึก…เราไม่เลิกกัน…ฮือ ฮืออ…ไม่เลิก ได้มั้ย ฮือ..” ยังไม่หายกลัวอีกหรือไง ไม่มั่นใจมือคู่นี้ของผมหรอนางฟ้า ชองยุนโฮเลือกแล้วไม่มีวันเปลี่ยนใจนะ

“ไหนบอกจะเชื่อแค่คำพูดของผมไง ต่อให้ใครจะไม่รักแจจุงแต่ผมรักใครจะทำไมก็ช่าง วันที่เราจะเลิกกันมีแค่สองวันเท่านั้นคือวันที่เราไม่รักกันแล้วหรือวันที่เราตายไปพร้อมกันนั่นล่ะ เข้าใจมั้ย”


มันจะมีวันนั้นหรือไงเล่ายุนโฮ ก็ในเมื่อเราเลิกรักกันไม่ได้และเราก็ตายพร้อมกันไม่ได้ด้วย


“มะ ไม่…ฮึก…ฮือๆ”

“ถ้าไม่เข้าใจผมจะโกรธแจจุงตอนนี้ล่ะ”

“เข้าใจแล้ว ฮือๆ คนบ้า!”


ไม่มีวันหรอกที่เราจะเลิกกันเพราะคนอื่น เข้าใจไว้ด้วยที่รัก!







.







ซินเดอเรลล่ารูปงาม – เจ้าชายรูปหล่อ


วันแห่งละครเวทีมาถึงด้านหน้าหอประชุมใหญ่ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เต็มไปด้วยนักศึกษาทุกชั้นปีกำลังยืนรอต่อคิวเพื่อเข้าชมการแสดงที่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า แต่ละคนต่างใจจดจ่อกับการชมละครเวทีครั้งนี้ตอนแรกแค่รู้ว่าชองยุนโฮเป็นเจ้าชายบัตรก็เกือบหมดในเวลาไม่กี่วันที่วางขาย แต่พอรู้ว่าเปลี่ยนตัวซินเดอเรลล่าเป็นคิมแจจุงเท่านั้นล่ะต้องเพิ่มที่นั่งขึ้นมาอีกหลายร้อยที่


หลังเวทีกำลังวุ่นวายอยู่กับการแต่งตัวให้นักแสดง แจจุงถูกแปลงโฉมจากผู้ชายน่ารักให้เป็นซินเดอเรลล่ารูปงามที่ใครเห็นเป็นต้องสะดุดตาให้กับเจ้าของผิวขาวนี้ที่ดูดีกว่าใครจนคุณเจ้าชายเดินตามไม่ห่าง


“ผมไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย” ชุดกระโปรงตามแบบหญิงสาวในนิทานอมตะไม่น่าพอใจสำหรับแจจุงนัก…ก็เขาเป็นผู้ชายให้มาแต่งแบบนี้ใครจะชอบแต่ทุกคนกลับมองว่ามันน่ารักและน่าทนุถนอม แม้กระทั่งยุนโฮยังหลง ><


“น่ารักออก”

“ยุนโฮอ่า~ ไปรอแสดงกันเถอะ”


ตอนนี้ประตูใหญ่เปิดให้ผู้มีบัตรเข้าชมเข้าภายในงานเรียบร้อยแล้ว ยิ่งเห็นคนเยอะเท่าไหร่นักแสดงยิ่งตื่นเต้นและประหม่ามากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะแจจุงที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มาเป็นซินเดอเรลล่าจำเป็นสำหรับการแสดงละครเวทีครั้งนี้ยิ่งกลัวว่าจะเกิดความผิดพลาดเข้าไปใหญ่จนร่างเล็กต้องกอดเจ้าชายไว้เพื่อเรียกกำลังใจ


“คนเต็มไปหมดเลย ตื่นเต้นแบบผมมั้ยยุนโฮ” ถามมาได้นะแจจุงยุนโฮเคยทำอะไรแบบนี้ที่ไหนกันแต่ที่ต้องมารับบทนี้เพราะเลี่ยงไม่ได้ต่างหาก

“กอดกันไว้แบบนี้จนกว่าจะเริ่มแสดงดีมั้ย จะได้ตื่นเต้นน้อยลง”


อ้อมกอดของยุนโฮทำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดเสมอมันเคยทำให้แจจุงร้องไห้จนแทบขาดใจ อบอุ่นจนแทบหลอมละลาย หนาวเหน็บจนผิวด้านชา แต่อย่างไรก็ตามมันก็ทำให้แจจุงสำลักความรักและความสุขทุกครั้งที่ได้สัมผัส ขอแค่ยุนโฮเป็นคนกอด แค่ยุนโฮเท่านั้นพอ


“แจจุง ยุนโฮพร้อมหรือยังไปแสตนบายได้เลย” เวลาแสดงมาถึงแล้วแจจุงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดแต่ก็ยังเรียกร้องหากำลังใจจากชายหนุ่มตรงหน้าอย่างออดอ้อนโดยไม่รู้ตัว


“จะแสดงแล้วบอกรักหน่อย เร็วๆ” ยิ้มกว้างอย่างหล่อเหล่าก่อนจะจูบริมฝีปากสวยที่เคลือบด้วยลิปกอสสีชมพูอย่างดูดดื่มจนร่างบางแทบลงไปกองกับพื้น


ยุนโฮบอกรักที่ไรละลายทุกทีสินะ ><



ด้านหน้าเวทีเต็มไปด้วยผู้คนนับร้อยชีวิตต่างรอคอยการแสดงที่จะเริ่มขึ้นในอีก 10 หน้าที่ สิ้นเสียงเปิดงานและพิธีกรกล่าวจบม่านผืนใหญ่สีแดงก็ถูกเปิดออกทันที ฉากสวยงามถูกจัดวางอย่างสวยงามและเหมาะสม…การแสดงเริ่มขึ้นแล้ว


ฉากแรกเป็นการเล่าเรื่องของชีวิตเด็กสาวผู้เลอโฉมแต่กลับถูกแม่เลี้ยงใจร้ายและลูกสาวของเธอกลั่นแกล้ง โขกสับสารพัด เพียงเท่านั้นที่แจจุงเดินออกมาจากด้านข้างของเวทีเสียงปรบมือและโห่ร้องด้วยความชื่นชมก็เริ่มขึ้น มือเล็กอดยกขึ้นทาบอกด้านซ้ายไม่ได้ ทั้งตื่นเต้นและประหม่าแต่พอนึกถึงรอยยิ้มของยุนโฮเท่านั้นล่ะ…><


นักแสดงทุกคนเล่นไปตามบทบาทที่ซ้อมกันมาอย่างดี ความตื่นเต้นหายไปเมื่อสายตาเริ่มปรับชินกับผู้คนมากมายล้นหอประชุม จากตอนแรกที่ติดขัดกลายเป็นราบเรียบและค่อยดำเนินไปด้วยดี


การแสดงเริ่มมาได้เกือบชั่วโมงแล้วและแจจุงก็แสดงมันได้ดีจนกระทั่งถึงฉากที่ต้องไปงานเต้นรำ รถฟักท้องที่ถูกทำขึ้นมาอย่างสวยงามเคลื่อนออกมาจากข้างฉากช้าๆ ทุกคนที่ทำขึ้นเก็บรายละเอียดเหมือนในนิทานไม่มีผิดเพี้ยนจนคนดูอดชื่นชมไม่ได้


และแล้วฉากที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ยุนโฮในชุดเจ้าชายผู้สง่างามเดินออกมาอย่างหล่อเหลา ไม่ต่างกับแจจุงเมื่อเปลี่ยนจากชุดสาวใช้ซอมซ่อเป็นเจ้าหญิงแสนสวยที่ดูงดงามนักในสายตาทุกคน ยิ่งเมื่อเจ้าชายกับซินเดอเรลล่าได้เจอกันซึ่งหน้ายิ่งทำให้อกข้างซ้ายของแจจุงเต้นถี่แรงจนเรียบเรียงคำพูดที่เตรียมไว้ในใจผิดกันมั่วไปหมด ซึ่งยุนโฮก็ไม่ต่างกันเพราะคนตรงหน้างดงามจนเกินไป


“ให้เกียรติเต้นรำกับข้าได้หรือไม่”


สายตาทั้งสองคู่สอดประสานและเหมือนมีแรงดึงดูดที่ทำให้ซินเดอเรลล่ากับเจ้าชายกลายเป็นคู่เต้นรำที่โดดเด่นอยู่กลางฟลอร์ ในสายตาของคนดูต่างมีความคิดที่ไม่ต่างกัน ‘คนบ้าอะไรช่างเหมาะสมกันนัก’ เมื่อถึงประโยคที่แจจุงต้องพูดคำนั้นก็ถูกกลืนหายไปพร้อมเสียงของความตกใจของทุกคนในหอประชุมเมื่อเจ้าชายดันนอกบท…จูบซินเดอเรลล่าเข้าให้แล้ว!!!


“กรี้ดดดดดดดดดดดดดด!!”

“ไม่นะเจ้าชาย!!” ><

“น้องแจจุงของพี่!”


มือบางทุบเบาบนอกกว้างเรียกสติคนฉวยโอกาสทั้งที่การกระทำนั้นยุนโฮจงใจชัดๆ ทำแบบนี้แปลว่าแกล้งแจจุงให้อับอายใช่มั้ยพ่อเทพบุตร! บทที่ท่องมาอย่างดีตลอดสองสัปดาห์ถูกลืมอย่างกระทันหันแต่ยังโชคดีที่ซินเดอเรลล่าวิ่งหายไปเพื่อหนีเจ้าชายของงาน เป็นการตัดบทที่ช่างแนบเนียนนัก…ก็เพราะใครกันเล่าถ้าไม่ใช่ชองยุนโฮตัวแสบที่ยืนหล่ออยู่ได้!


“เดี๋ยวก่อน! เธอเป็นใครกันกรุณาบอกชื่อและที่อยู่ให้แก่ข้าได้หรือไม่”


ซินเดอเรลล่ายังคงวิ่งต่อไปตอนนี้ไม่มีเวลาแล้วใกล้จะเที่ยงคืนเต็มที่แต่ด้วยกระโปรงที่ยาวมากทำให้เท้าเล็กสะดุดล้มจนรองเท้าแก้วข้างหนึ่งหลุดออก ไม่สนใจรองเท้าคู่นั้นอีกต่อไปแล้วทิ้งรองเท้าแก้วไว้ตรงนั้นก่อนจะวิ่งต่อไป ปล่อยให้เจ้าชายได้เก็บความใคร่รู้ไว้ในใจกับรองเท้าแก้วคู่นั้นเพื่อตามหาเจ้าของของมัน


การแสดงดำเนินไปถึงตอนจบเมื่อคนในพระราชวังได้ออกตามหาเจ้าของรองเท้าแก้วคู่นั้นและเมื่อแจจุงเป็นคนที่สวมมันได้จึงได้ถูกนำตัวไปยังพระราชวัง ทันทีที่พบกับเจ้าชายอีกครั้ง…


พ่อเจ้าชายรูปหล่อก็มอบจูบอันหอมหวานและคิสมาร์กสีสวยไว้บนคอซินเดอเรอล่าอีกครั้งเป็นการจบเรื่องโดยสมบูรณ์แบบ


“รักนะ นางฟ้าของข้า”



อันนี้ก็นอกบทนะชองยุนโฮ, คนทั้งหอประชุมได้ยินชัดสองรูหูเลยล่ะ!







คนบ้า!! ทำแบบนี้กันได้ยังไง ดูรอยนี่สิมันจะชัดไปอีกหลายวันเลยนะและมันก็เป้นวงกว้างขนาดว่าไม่ต้องเพ่งมองก็รู้ว่ารอยอะไรด้วย คนทั้งหอประชุมเห็นกันหมดเลย น่าอายชะมัด TT ผมกำลังไว้อาลัยให้กับรอยจูบบนต้นคอที่ยุนโฮทำลงมาได้ต่อหน้าคนเป็นร้อย…แต่ถึงอย่างนั้นก็โกรธไม่ลงอยู่ดี T^T


“เยี่ยม!” ชางมินยื่นกระป๋องน้ำผลไม้มาให้ผม บนกระป๋องอะลูมิเนียมเย็นเฉียบมีข้อความจากหมึกสีดำเขียนไว้ด้วยลายมือคนเจ้าเล่ห์ชวนปวดหัวไว้สั้นๆ


‘รอหน้าหอประขุม ตอนนี้!!’


“ยุนโฮไม่เข้ามาในนี้หรอ?”

“พี่ยุนโฮบอกว่าให้พี่แจจุงไปหาหน้าหอประชุมน่ะ”


ทำไมต้องให้ไปหน้าหอประชุมด้วยล่ะไหนบอกจะเข้ามารับกันไง คนนิสัยไม่ดี!


ผมรีบเก็บของเพื่อยุนโฮจะได้ไม่รอนานแต่ก็ไม่ลืมขอบพคุณชางมินที่อุตส่าห์เดินเอาน้ำมาให้ ตอนนี้หน้าหอประชุมคนเยอะมากเหมือนรอจะดูละครเวทีอีกรอบอย่างนั้นล่ะ ผมเห็นยุนโฮยืนอยู่ไม่ไกลกับยูชอนและดูท่าว่าคุณเจ้าชายรูปงามจะไม่พอใจกับคนจำนวนมากขนาดนั้นที่เอาแต่ปักหลักยืนอยู่กับที่ไม่ยอมไปไหนด้วย


“ยุนโฮ!!” เขาหันมาหาผมแล้วจู่โจมจับข้อมือเล็กนั้นไปผูกเข้ากับเชือกนับสิบเส้น พอมองดูข้างบนก็พบว่าลูกโป่งนับสิบลูกหลากสีลอยโต่งเต่งอยู่บนอากาศและไม่ถึงนาทีที่ยุนโฮผูกเชือกเสร็จก็มีเสียงจากใครคนหนึ่งดังออกมา


“ยุนโฮเอาลูกโป่งของฉันไปให้แจจุง!!” นั่นมันรุ่นพี่ที่ชอบยุนโฮนี่! เธอเป็นคนให้ลูกโป่งนี้กับยุนโฮงั้นหรอ? ถึงว่าเป็นรูปหัวใจเยอะแยะไปหมดแล้วยุนโฮเอามาให้ผมแบบนี้ความซวยก็ตกมาที่ผมสิ


“หาเรื่องให้ผมเจ็บตัวอีกหรือไง”

“ก็ลองดูสิว่าใครจะกล้ามาทำอะไรแจจุงอีก ให้ของกับผมก็แปลว่าต้องให้แจจุงด้วยเพราะเราเป็นคนๆ เดียวกันไม่ใช่หรอ”


นานๆ พ่อเทพบุตรจะเล่นคำหวานให้หน้าแดงเล่น ><


“วันนี้ผมต้องกลับบ้าน เดี๋ยวเราไปกินข้าวแล้วผมจะไปส่งนะ”

“อื้อ ไปกันซักทีสิ”

“ไปยังไงล่ะก็ดูคนสิยืนกันเยอะแยะจนไม่มีทางออกเลยเนี่ย” อย่าโอเวอร์น่า! แทรกตัวออกไปก็ได้แล้วทำอย่างกับตัวเองเป็นดารางั้นล่ะยุนโฮที่เดินออกไปแล้วต้องมาคนคอยกระชากเพราะความป็อบปูล่าร์


“เดินออก…อ๊ะ!!”


อยู่ๆ เขาก็อุ้มผมขึ้นพาดบ่าแล้วหันไปโบกมือลาให้ยูชอนก่อนจะพาตัวของเราทั้งคู่ฝ่าฝูงคนเดินออกไป คนบ้า! ผมได้แต่มุดหน้าเข้ากับแผ่นหลังกว้างด้วยความอายใครจะไปคิดว่าคนอย่างยุนโฮจะบ้าบิ่นทำอะไรแบบนี้ ทั้งที่เขาไม่ใช่คนชอบทำตัวเป็นจุดเด่นเสียหน่อย เขินชะมัด! อายจะบ้า! ><


“ทำบ้าอะไรเนี่ยยุนโฮ!!”

“ไม่อยากให้ใครมาโดนตัวแจจุงนี่ เดี๋ยวกลิ่นหอมๆ จะหาย”

“แต่ผมอาย!!”

“ผมไม่อาย”


หน้าด้าน!!





















O.o **


“เห็นแจจุงป่ะยูชอน?”

“ไปนู่นนนนนนน!! ไอ้ยุนมันเอาออกไปแล้ว”

“ไปไหนว่ะนะจะเอาของมาให้ซะหน่อย”

“อยากรู้ป่ะล่ะ? ป่ะ!!”

“เห้ย! ไอ้บ้ายูชอนปล่อยนะเว่ย!!”


แล้วยูชอนก็อุ้มจุนซูออกไปเหมือนอย่างที่ยุนโฮทำ : D







TBC.

[Fic] Apple of my/our eye : 08

posted on 25 Jan 2012 16:41 by mantener
*Apple of my/our eye :: 08




สองเท้าก้าวไปเรื่อยบนฟุตบาทที่มีแต่คนเดินเต็มไปหมดผมเพิ่งเอางานไปส่งที่บริษัทกะว่าจะไปหายุนโฮที่มหา’ลัยก่อนแล้วค่อยกลับอพาร์ทเม้น วันนี้ยุนโฮต้องไปซ้อมละครของคณะสุดที่รักของผมเป็นเจ้าชายผู้เลอโฉมเชียวนะ เห็นว่าปีนี้แสดงเรื่องซินเดอเรลลาและยุนโฮก็เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นเจ้าชาย


‘~……………’ พูดถึงก็โทรมาเลยแฮะ
(อยู่ไหนน่ะ)


“กำลังจะไปหายุนโฮแล้ว เพิ่งไปส่งงานมาน่ะ”
(เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมดูซึมๆ ล่ะ)


“ผมนอนดึกไปหน่อยน่ะ รถเมล์มาแล้วเดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะ”


ผมกดวางสายทั้งที่ยุนโฮยังพูดอะไรไม่จบเลยด้วยซ้ำ ไม่อยากพูด ไม่อยากได้ยินเสียงยุนโฮเท่าไหร่ตั้งแต่รู้จากปากเขาว่าผู้หญิงที่ชื่อมินอาคือลูกท่านทูตที่พ่อยุนโฮเป็นคนเลือกให้และครอบครัวยุนโฮก็อยากให้แต่งงานกับเธอไม่น้อย ถึงขนาดที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับงานหมั้น


“เฮ่อ…ทำไมต้องเป็นแบบนี้เนี่ยยุนโฮ” สุดท้ายแล้วผมต้องเสียยุนโฮไปให้คนอื่นหรือเปล่า แบบนั้นไม่เอานะไม่ยุติธรรมเลย


บนรถเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายสถานภาพแต่ก็ยังมีที่ว่างเหลือให้ผมได้จับจอง ความคิดในสมองเรื่อยเปื่อยไปกับสองข้างทางที่รถแล่นผ่านไปเรื่อยๆ มีเพียงแค่เรื่องยุนโฮเท่านั้นที่ครอบคลุมทุกพื้นที่จนขาวโพลน


“ผมกลัวจังเลยยุนโฮ” 


ถ้าวันนึงเราต้องเลิกกันล่ะผมจะทำยังไง กลัวการจากลาที่สุดถ้าวันนั้นมาถึงผมต้องเจ็บจนขาดใจแน่ รักยุนโฮมากแค่ไหนรู้มั้ยคนบ้า! ทั้งที่ยุนโฮก็บอกว่ารักผมแต่ทำไมผมยังกลัวอยู่แบบนี้ เพราะผู้หญิงคนนั้นใช่มั้ย…ผมกลัวไปหมดเลย เธอมีทุกอย่างที่คิมแจจุงไม่มี เธอรวย เธอสวย เธอมีครอบครัวที่ใหญ่โต และคนทั้งประเทศก็รู้จักเธอ ทุกอย่างที่เธอมีเทียบเคียงยุนโฮได้ทั้งนั้น


แล้วผมมีอะไรไปสู้เธอได้ นอกจากหัวใจดวงเดียวที่รักแค่ยุนโฮคนเดียว


“ยุนโฮจะเลือกผมอย่างที่พูดหรือเปล่า”


พึมพำบ้าอะไรก็ไม่รู้อยู่คนเดียวทั้งที่ที่นั่งข้างตัวผมมีคุณป้าวัยกลางคนนั่งอยู่ เธอหันมามองเป็นระยะเหมือนผมเป็นคนบ้าที่เอาแต่ถอนหายใจและพูดอยู่คนเดียว คุณป้าคงไม่เข้าใจหรอกว่าผมกำลังรู้สึกอะไร


ยุนโฮจะรู้มั้ยว่าสายตาที่พ่อยุนโฮมองผมในวันนั้นมันทำให้หายใจลำบากแค่ไหน ท่านไม่ชอบผมเอาเสียเลย สิ่งที่มองมามีแต่ความดูถูกและอาจจะรวมไปถึงสมเพช…นี่สินะคนรวยยังไงก็ไม่ยอมเสียสมบัติถึงมือคนจนหรอก


‘~……………’ โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งแรงสั่นของมันทำเอาสะดุ้งจนความคิดหลุดลอยไปหมดและครั้งนี้ก็เป็นยุนโฮอีกแล้ว


“มีอะไรหรอยุนโฮ”
(ถึงไหนแล้วทำไมนานจัง)


“อีก 10 นาทีจะถึงแล้วล่ะ”
(งั้นผมไปรับหน้ามหา’ลัยนะ)


“ผมเดินเข้าไปเองได้น่า แค่นี้เอง”
(ไม่! ตรงนั้นคนมันเยอะแค่ไหนแจจุงก็รู้โดนมองขึ้นมาทำยังไงล่ะ)


ยุนโฮคนบ้า! ถึงแม้จิตใจจะว้าวุ่นไปด้วยความกังวลแต่ผมก็ปล่อยมือยุนโฮไปให้คนอื่นไม่ลงอยู่ดี


ทั้งที่ไม่พร้อมจะเจอยุนโฮเท่าไหร่แต่ถ้าไม่เจอก็อดคิดถึงไม่ได้อยู่ดี…ผมสลัดความคิดทั้งหลายออกจากสมองและนึกถึงคำพูดเมื่อวันก่อนของยุนโฮอีกครั้งให้หัวใจมีกำลังใจขึ้นไม่อย่างนั้นก็คิดมากอยู่แบบนี้ล่ะ


‘คนนับร้อยแต่ถ้าไม่ใช่แจจุงก็ไม่เลือกอยู่ดี’


สูดหายใจเข้าลึกๆ ให้เต็มปอดและยิ้มให้ตัวเองอีกครั้ง โตจนป่านนี้แล้วยังจะมานั่งเสียใจไม่มีเหตุผลอะไรอยู่ได้ อีกไม่กี่เดือนก็จะครบปีอยู่แล้วที่คบยุนโฮมายังเชื่อใจเขาได้เลยกับแค่เรื่องแค่นี้ทำไมต้องมาคิดให้ใจวุ่นวาย ก็ยุนโฮบอกแล้วไงว่าเลือกแจจุงไม่ใช่ลูกท่านทูตคนนั้น!!


ให้มันรู้ไปว่าความรักของผมจะน้อยหน้าไปกว่าคนอื่น!!


5 โมง 50 แล้วฟ้ายังสว่างอยู่เลย ผมข้ามถนนและเดินตรงไปหาผู้ชายหน้าตาดีที่ยืนเก๊กขรึมอยู่หน้าป้ายมหา’ลัย พอถึงตัวยุนโฮก็รีบกระโดดกอดทันที…คิดถึงจังเลย ไม่ได้เจอกันมาตั้งสองวันแหนะและสองวันนั้นก็เป็นวันที่ผมเอาแต่หลบหน้ายุนโฮด้วยเหตุผลว่างานเยอะทั้งที่จริงยังวิตกไม่หายต่างหาก


“คิดถึงยุนโฮจังเลย” อดเสียดายเวลาที่ไม่ได้เจอหน้ากันไม่ได้เลย ถ้ารู้ว่าจะคิดถึงจนไม่อยากปล่อยให้ยุนโฮเป็นอิสระขนาดนี้จะไม่ทำแบบนี้อีกเลยล่ะ

“ก็อยากหลบหน้าผมเองไม่ใช่หรอ บอกแล้วไงว่าอย่ากลัวยังไงยุนโฮก็เลือกแจจุงอยู่แล้ว ไหนบอกจะเชื่อกันไงแล้วยังจะทำแบบนี้อีก”


ทำไมยุนโฮถึงรู้ไปหมดทุกอย่างแบบนี้ โกหกไม่ได้เลยสินะ


“ไปหอประชุมกันดีกว่า เจ้าชายของซินเดอเรลล่าต้องไปซ้อมฉากเต้นรำอีกนะแล้วผมก็จะไปช่วยทำฉากด้วย” ผมว่าโดยไม่สนใจยุนโฮที่เอาแต่ยิ้มแล้วก็ลากเขาไปยังจุดหมายทันที กึ่งลากกึ่งจูงจนคนแถวนั้นมองเราจนเหลียวหลัง


ว่าแต่ยุนโฮยิ้มกว้างแบบนี้เพราะคิดถึงผมเหมือนกันใช่มั้ย?
แล้วที่ผมทำตัวปกติแบบนี้เพราะว่าเลิกคิดมากแล้วด้วยหรือเปล่า? ><






หอประชุม – สถาปัตย์ฯ


ในหอประชุมวุ่นวายไปด้วยคนหลากหลายหน้าที่ทันทีที่ส่งยุนโฮไปซ้อมผมก็รีบวิ่งไปหาจุนซูที่ทาสีฉากอยู่ทันที ใครใช้ให้เพื่อนผมมาทำอะไรแบบนี้เนี่ย! ดูซิเลอะเทอะมอมแมมหมดแล้ว


“หายไปไหนมาแม่นางฟ้าไม่ยอมมาช่วยเพื่อนทำฉากเลยนะ”

“ก็งานมันเยอะนี่นา~ วันนี้ฉันก็มาช่วยแล้วไงแล้วเอาอุปกรณ์ตรงไหนล่ะ” ปราสาทหลังโตขนาดนี้ให้จุนซูระบายสีอยู่คนเดียวได้ยังไง ผมรีบเดินไปหาสีเพื่อมาผสมและช่วยจุนซูทำงานจะได้เสร็จเร็วๆ งานเสร็จแล้วจะได้ไปกินข้าวกับยุนโฮ ^^


จากมุมตรงนี้มองเห็นยุนโฮซ้อมฉากเต้นรำได้ชัดทีเดียวเลยล่ะและรู้สึกเหมือนที่รักของผมจะจำบทไม่ค่อยได้คุณเพื่อนผู้กำกับถึงได้สั่งคัทแล้วคัทอีก เพื่อเป็นการเพิ่มกำลังใจผมเลยชูสองนิ้วสู้ๆ! กับรอยยิ้มน่ารักให้ยุนโฮได้ชื่นใจ เขามองแล้วก็หัวเราะก่อนจะกลับไปซ้อมใหม่


“นายโอเคแล้วใช่มั้ยแจจุง” จุนซูถามถึงเรื่องที่ผมเป็นกังวลมีเพียงจุนซูคนเดียวที่รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ ผมพยักหน้าตอบอย่างมั่นใจทั้งที่อาการวิตกเพิ่งหายไปเมื่อ 5 นาทีก่อนรถเมล์จะจอดแต่ผมก็มั่นใจว่าตอนนี้ไม่คิดอะไรแล้วล่ะ


“ฉันคิดได้แล้วล่ะ ถ้าวันนั้นมันยังไม่มาถึงก็อย่าไปกลัวมันเลยเพราะบางทีมันอาจจะไม่มาถึงก็ได้ อีกอย่างฉันรักยุนโฮเท่านั้นก็พอ”


“แบบนี้สิค่อยสมกับเป็นเพื่อนฉันหน่อย มัวแต่ร้องไห้ได้ยังไงกัน”
“ฮ่ะๆ นั่นสินะ ฉันนี่ไม่ไหวเลยจริงๆ” ขณะที่เรากำลังคุยกันและทำงานไปด้วยเสียงบนเวทีก็ดังขึ้นมาจนทุกคนทั้งหอประชุมต้องหันไปมอง


“เห้ย! ซอฮยอนตกบันได!!!” 


ทันทีที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทุกคนรีบวิ่งไปมุงที่เวทีทันทีก่อนจะพบว่าซินเดอเรลล่าของงานนอนกุมหัวเข่าร้องไห้ยกใหญ่ด้วยความเจ็บ ไม่นานก็มีคนอาสาพาเธอไปหาหมอและหอประชุมก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้งเพราะนางเอกดันมาประสบอุบัติเหตุในวันสำคัญที่ใกล้เข้ามา แบบนี้ก็ต้องหานางเอกใหม่นะสิ? เพราะขาเธอคงหายไม่ทันแน่


“ยัยนี้สร้างเรื่องตลอด! ไม่สวยยังน่ารำคาณอีก” จุนซูไม่ชอบซอฮยอนเอาเสียเลยเธอเป็นดาวคณะผมและก็ชอบทำตัวเด่นไปวันๆ แต่เธอมีแฟนแล้วนะอันนี้เป็นเรื่องดีมากๆ สำหรับคิมแจจุงเชียวล่ะเพราะจะได้ไม่มีคนมาเกาะแกะยุนโฮ ><


“ทุกคน!! ขอให้มาประชุมกันหน้าเวทีหน่อยเราจำเป็นต้องหานางเอกใหม่”


ทุกคนจำเป็นต้องวางงานที่ทำอยู่และไปประชุมตามที่เพื่อนหัวหน้างานได้เรียก ยุนโฮเดินเข้ามาหาพร้อมน้ำเปล่า 2 ขวดซึ่งเป็นของจุนซูขวดนึง พอรับน้ำไปก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำทันที ยุนโฮจูงมือผมไปนั่งด้านหลังเพราะยังไงนางเอกก็ไม่ใช่ผมอยู่ดี


“ใครใช้ให้ไปทาสีฉากเนี่ย ดูซิเลอะมือหมดเลย”
“ทำอะไรก็เหมือนกันล่ะน่า” 


เราสองคนคุยกันโดยไม่ฟังเพื่อนเลยว่ากำลังประชุมเรื่องอะไรหรือจะเลือกใครเป็นซินเดอเรลล่าคนใหม่ มัวแต่สนใจว่าเลิกงานแล้วจะกินอะไรเป็นมื้อเย็นดีแต่ที่แน่ๆ วันนี้ยุนโฮต้องกลับบ้านล่ะ ตั้งแต่วันนั้นเขาต้องกลับบ้านบ่อยขึ้นเพื่อให้พ่อไว้ใจไม่อย่างนั้นความรักของเราจะอันตราย…ยุนโฮบอกมาน่ะ


“ผมอยากกินบะหมี่ร้านป้า ไปกินกันนะงานเลิกแล้วคงทันอยู่”
“เอ๋? ยุนโฮอยากกินบะหมี่หรอเห็นเมื่อวานบ่นว่าอยากกินซุปมันฝรั่ง”


“ร้านป้าก็มีซุปขายไม่ใช่หรอ”
“แจจุง! คิมแจจุงที่นั่งข้างเจ้าชายยุนโฮน่ะ!”


อยู่ๆ ก็มีคนเรียกผมและคนทั้งหอประชุมก็หันมาทางเรากันหมด เรียกทำไม? ผมมองหน้าคนเรียกที่เป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากไอ้เพื่อนตัวดีหัวเถิกกับเพื่อนรักตัวเล็กนั่นจ้องเขม็งมาที่ผม ขนาดยุนโฮยังไม่เข้าใจเลยว่าคนพวกนี้จะเรียกผมทำไม หรือมีอะไรจะแกล้งกันอีก?


ยกมือขึ้นชี้นิ้วตัวเองอย่างไม่เข้าใจแล้วเพื่อนทุกคนก็พยักหน้าเหมือนตกลงอะไรสักอย่างทั้งที่คนถูกเรียกอย่างคิมแจจุงยังไม่รู้เรื่องเลย ขณะที่หน้าผมกำลังเหวอและงงงวยจุนซูก็เข้ามาฉุดผมให้ลุกไปยืนข้างหน้าก่อนจะไขข้อข้องใจที่ยุนโฮถึงกับชูนิ้วโป้งขึ้นมา


“ตกลงว่าแจจุงคือซินเดอเรลล่าคนใหม่แทนซอฮยอนนะ มีใครจะค้านมั้ย?” หมายความว่าที่เรียกเมื่อกี้และทุกคนพยักหน้ากันหมดคือเรื่องนี้น่ะหรอ? จะบ้าหรอผมจะเป็นนางเอกของเรื่องนี้ได้ยังไง ทำไม่ได้หรอก


“ฉันค้าน!! ฉันจะเป็นได้ยังไงไม่เอาหรอก”
“นายไม่มีสิทธิค้านนะแจจุงเพราะพวกเราคุยกันแล้วนายไม่ฟัง อีกอย่างนายมีเสียงเดียวจะสู้คนเป็นร้อยได้หรอ”


“แต่ฉันแสดงละครไม่เป็น!!!”


“ไม่เป็นไร ถ้าซินเดอเรลล่าคนใหม่เป็นคนนี้เดี๋ยวฉันสละเวลาทั้งวันซ้อมบทเองทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง”


“ชองยุนโฮ!!!!!” แทนที่จะเข้าข้างแฟนตัวเองกลับไปเข้าข้างเพื่อนเนี่ยนะ คนบ้าจะใจร้ายไปถึงไหน อีกแค่ 2 อาทิตย์ใครจะไปซ้อมทัน T^T


“เอาเป็นว่าตกลงตามนี้นะ ทุกคนไปทำงานต่อได้แล้วส่วนยุนโฮนายมาพานางฟ้า…เอ๊ะ! ไม่สิ! นายมาพาซินเดอเรลล่าไปซ้อมได้แล้ว”


บ้าเอ๊ย! ไม่มีใครเข้าข้างผมเลยหรือไง!! TT










แจจุงหน้ามุ่ยใหญ่เลยเมื่อรู้ว่าตัวเองต้องเป็นซินเดอเรลล่าเขาคิดว่าตัวเองทำไม่ได้กลับกันผมคิดว่าแจจุงทำได้เพราะไม่มีอะไรที่สุดที่รักของผมทำไม่ได้หรอกจริงมั้ย? ผมเดินเข้าไปพาเขาไปซ้อมแต่แจจุงก็เข้ามากอดแล้วไม่ยอมให้ผมเดินต่อ…ทำแบบนี้คนอื่นเขารอเรานะนางฟ้า


“ทำไมไม่ช่วยผมล่ะยุนโฮ”
“ไม่ดีหรอเป็นเจ้าหญิงของยุนโฮเลยนะ”


“ผมทำไม่ได้หรอก”
“ยังไม่ได้ทำต่างหาก หรือแจจุงจะยอมให้ผมไปจูบคนอื่นล่ะ”


“ไม่!!”
“งั้นก็ไปซ้อมได้แล้ว”


ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ซอฮยอนตกบันไดแต่ขอบคุณมากนะที่ทำให้ได้แจจุงมาแทน แบบนี้สิค่อยมีกำลังใจซ้อมหน่อย ฉากจูบ ฉากกอดจะได้ไม่เกร็งและทำได้เต็มที่ คิดเหมือนยุนโฮคนนี้เถอะนะนางฟ้าเพราะเราก็กอดจูบกันจนเป็นเรื่องปกติแล้วไม่ใช่หรอต่างกันแค่คนเยอะกว่าเดิมเท่านั้นเอง


ผมเดินไปหยิบบทให้แจจุงและพาเขาไปซ้อมบนเวที ฟังเพื่อนที่คุมฉากอธิบายฉากที่ต้องเล่นให้ฟังแจจุงพยักหน้าอย่างเข้าใจและขอตัวไปทำความเข้าใจกับบทโดยมีผมนั่งอยู่ข้างๆ คอยตอบคำถามตอนที่เขาไม่เข้าใจไม่ห่าง


“ถ้าผมจำบทไม่ได้ล่ะ”
“ผมก็ยังจำบทไม่ได้เลย แต่ว่าตอนนี้มีแจจุงยังไงก็ต้องจำได้แม่น”


ปากกลมยู่ยี่ใส่แล้วหันไปอ่านบทต่อแต่แทนที่ผมจะทบทวนบทตัวเองกลับนั่งจ้องหน้าเขาไม่วางตา หน้าตาแบบนี้น่ะหรอบอกว่าทำไม่ได้ คอยดูสิ! วันนั้นมีแต่คนกรี้ดแจจุงแน่ๆ 


“ไปหาที่เงียบๆ อ่านได้มั้ยอ่ะยุนโฮ ผมไม่มีสมาธิเลย” นั่นสินะตรงนี้มันวุ่นวายไปหมดถ้าซ้อมตรงนี้ทุกวันมีหวังนางฟ้าจำบทจำคิวไม่ได้หรอก


ผมพาแจจุงไปที่สวนหลังหอประชุมมันเงียบมากแต่ก็ไม่มืด มีไฟสีส้มเปิดบ้างเป็นบางจุด นางฟ้าล้มตัวนอนลงบนตักและตั้งใจอ่านบทอีกครั้ง เขาถามทุกอย่างที่ไม่เข้าใจ ลุกๆ นอนๆ อยู่อย่างนั้นจนเป็นเจ้าชายอย่างผมเองที่ใกล้จะลืมบทเต็มทน


“มีฉากจูบด้วยหรอเนี่ย” ก็ในนิทานเจ้าชายกับซินเดอเรลล่าต้องจูบกันอยู่แล้วไม่ใช่หรอ? ทำเป็นไม่เคยดูไปได้

“มันเป็นฉากที่ผมไม่เก่งเพราะฉะนั้นต้องซ้อมบ่อยๆ นะ”
“แต่ว่าเราใช้มุมเอาก็ได้นี่ ไม่ต้องจูบจริงก็ได้มั้ง” ถามจริงนะว่าโลกนี้จะมีใครซื่อเท่าแจจุงอีกมั้ย คนอะไรทำหน้าซื่อๆ ได้น่ารักมาก


“รักผมมั้ย?” นางฟ้ามองอย่างไม่เข้าใจคงไม่คิดว่าคนอย่างผมจะมาอยากฟังคำว่ารักในตอนนี้
“ไม่ต้องถามเลยนะ ถามกี่ครั้งยุนโฮก็ไม่เคยบอกรักผมก่อนอยู่ดี”


“อยากให้ผมบอกรักก่อนหรอ” หัวกลมพยักหน้ายิ้มแป้น…มั่นใจแล้วหรอตอบแบบนี้น่ะระวังจะหายใจไม่ออกนะที่รัก


“เมื่อไหร่จะ….อื้อ!!” ก็เขาให้ผมบอกรักก่อนทั้งที่รู้แก่ใจว่าทุกครั้งที่ยุนโฮคนนี้บอกรักอะไรจะเกิดขึ้นแต่ก็ยังทำแล้วแบบนี้จะมาโทษว่าเป็นความผิดผมไม่ได้นะครับ


“คนบ้า!!! อายเค้า…อื้อ!” 


ผมจูบเขาอีกครั้งแต่หนักหน่วงกว่าเดิม กระดาษในมือหล่นลงพื้นหญ้าอย่างไม่มีความหมาย สองมือประคองใบหน้าเนียนให้ได้องศาไม่ต่างกับมือเขาที่ยึดไหล่ผมไว้แน่น เรียวปากนิ่มตอบรับจูบอย่างน่ารัก ผมกัดเบาๆ ที่ริมฝีปากล่างของเขาดูดดึงอยู่อย่างนั้นก่อนจะควานหาความหวานในโพรงปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ


“อื้ม…!” น้ำลายแลกน้ำลายเสียงดังในความมืด คนขี้อายแทบหมดลมหายใจจนผมต้องปล่อยให้เขาได้สูดอากาศเข้าปอดแล้วเปลี่ยนเป็นขบเล็กๆ กับใบหูขาว จูบๆ ไซร้ๆ อยู่ที่ซอกคอกับใบหูไม่หยุด


“ยุน ยุนโฮ! เดี๋ยวมี…อ๊ะ! มีคนมาเห็น” พูดจาแบบนี้แต่ลูบเอวผมไม่ปล่อยเนี่ยนะนางฟ้า?
“หยุดนะ! ค่อยไปทำที่ห้องสิ อื้อ..อ๊ะ!”


สองมือหยุดการกระทำลูบเลื้อยเมื่อเขาอนุญาตให้ผมทำต่อได้ที่ห้อง ถ้ากลับคำได้โดนทำโทษหนักกว่าเดิมแน่คิมแจจุง! ผมปล่อยให้เขาเป็นอิสระแล้วขโมยหอมแก้มนิ่มนั้นไปหนึ่งทีก่อนจะฉุดมือเล็กนั้นขึ้นเพื่อกลับไปหอประชุม


“คนบ้า!!! ฉวยโอกาส! ลามก!”


ลามกตรงไหน? ก็แค่ซ้อมฉากจูบ













แล้วยุนโฮกับแจจุงจะรู้ตัวมั้ยว่าฉากจูบที่เกือบจะเมคเลิฟเมื่อกี้มีคนแอบมายืนดูอยู่ตั้งนาน ก็เล่นมาซ้อมกันในที่เปลี่ยวขนาดนี้ใครบ้างเดินผ่านจะไม่เห็น




“อ้าว! หยุดทำไมว่ะอีกนิดเดียวเอง ไอ้เวน!!”

“ชางมินไม่เข้าใจทำไมไม่…บ๊ะ!!!”
 
 
 
 
 
tbc.